อิหร่าน-คอนทรา คดีฟอกเงินสุดอื้อฉาวแห่งประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 1

Iran-Contra Scandal

กล่าวถึงการหมุนเงินแล้ว เราคงคิดไปถึงเรื่องของการทําธุรกิจต่างๆที่ต้องมีการหมุนเงินเอาตรงนั้นมาอุดตรงนี้เอาตรงนี้ไปปิดตรงนั้น เพื่อให้ธุรกิจเดินไปได้อย่างคล่องตัว การหมุนเวียนของเงินคล่องเท่าใด ธุรกิจก็จะสามารถเดินไปได้อย่างราบรื่นเท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องในเชิงบวก แต่ถ้าหากกล่าวถึงการฟอกเงินแล้วก็จะกลายเป็นเรื่องลบไปในทันที เพราะการฟอกเงินมักเกิดขึ้นในวงการธุรกิจมืด หรือธุรกิจสีเทาที่กึ่งมืดกึ่งสว่างเท่านั้น ธุรกิจเหล่านี้จะนําเงินจากธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายไปทําการชําระล้างด้วยการนําไปทําธุรกิจอื่นที่ถูกกฎหมายแทน หรือนําไปเข้าสู่กระบวนการทางการเงินต่างๆ จะโดยการนําไปฝากธนาคารในประเทศที่ไม่สนใจในแหล่งที่มาของเงิน หรือนําไปลงทุนในตลาดหุ้นก็ตาม เพื่อจะให้เงินเหล่านั้นผลิดอกออกผลที่ถูกต้องตามกฎหมายกลับคืนมาให้ เช่นนี้จึงเรียกว่าการฟอกเงินคือทําเงินสกปรกหรือเปรอะเปื้อนให้กลายเป็นเงินสะอาดไปนั่นเอง

อิหร่าน-คอนทรา คดีฟอกเงินสุดอื้อฉาวแห่งประวัติศาสตร์

Iran-Contra Scandal อิหร่าน-คอนทรา คดีฟอกเงินสุดอื้อฉาวแห่งประวัติศาสตร์

ซึ่งถ้าหากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในภาคเอกชนก็คงเป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยากว่าพวกเขาทําไปเพื่ออะไร เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่รัฐ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป้าหมายก็คือการแสวงหาโอกาสที่จะกอบโกยผลกําไรเข้าตัวหรือบริษัทของตนให้ได้มากที่สุดและแยบยลที่สุด แม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการถูกจับได้และถูกลงโทษก็ตาม แต่ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่าต่อการเสี่ยงในสายตาของพ่อค้าหรือพวกมิจฉาชีพทางธุรกิจเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นคงจะไม่เกิดกระบวนการฟอกเงิน ระบาดไปทั่วทุกมุมโลกจนเหมือนโรคร้ายที่แพร่กระจายไปทั่วทุกหนแห่งเช่นในทุกวันนี้

แต่ถ้าหากว่ากระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากการกระทําของคนในรัฐบาลประเทศนั้นๆเสียเอง เป้าหมายของมันจะเป็นเพื่ออะไร แน่นอนที่สิ่งนี้ย่อมหมายถึงการทุจริตต่อหน้าที่ไม่ว่าบุคคลใดหรือองค์กรรัฐองค์กรใดเป็นผู้กระทําก็ตาม เป้าหมายนั้นคงมี 2 ช่องทางด้วยกัน หนึ่งคือเข้ากระเป๋าตัวเอง หรือสองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งอย่างแรกมักเป็นเพียงการทุจริตในหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องซึ่งความเสียหายอยู่ในวงจํากัด แต่อย่างหลังนั้นมักเป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่กระทํากันอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งจะสร้างความเสียหายที่มหาศาลยิ่งกว่าส่งผลกระจายเป็นวงกว้างกว่ามาก

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการหมุนและฟอกเงินที่น่าจะเรียกว่าระดับโลกเลยก็ว่าได้ เพราะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐหลายประเทศ และยังพัวพันกับปัญหาทางการเมืองในประเทศต่างๆ ซึ่งโยงใยกันไปมาซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนจินตนาการกันไม่ถึงเลยทีเดียวว่าคนธรรมดาที่ไหนจะสามารถคิดแผนอันซับซ้อนเช่นนี้ขึ้นมาได้ หากไม่ใช่ผู้ที่สามารถควบคุมกลไกต่างๆในระดับที่ต้องมีตําแหน่งมีอํานาจ และต้องมีการทํากันอย่างเป็นกระบวนการใหญ่โต

เรื่องดังกล่าวนี้แม้จะเป็นการลอบค้าอาวุธอย่างผิดกฎหมายแต่ยังถือได้ว่าเข้าข่ายการฟอกเงินเช่นกัน เพราะเป็นการนําเงินกู้จากธนาคารแห่งหนึ่งไปพักบัญชีไว้ที่ธนาคารอีกแห่ง โดยมีบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อแต่งบัญชีโดยเฉพาะเป็นผู้ดําเนินการจัดการเงินก้อนดังกล่าวนําไปซื้ออาวุธแล้วขายอาวุธนั้นให้กับอีกประเทศหนึ่ง จากนั้นก็นําเงินกําไรจากการขายอาวุธไปช่วยเหลือกลุ่มกบฏทําสงคราม โค่นล้มรัฐบาลในประเทศหนึ่ง เรื่องนี้นับเป็นตํานานของการฟอกเงินเพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองโลกเท่าที่เคยมีมา และเป็นกรณีที่ถูกนํามากล่าวถึงกันทุกยุคทุกสมัย ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีการหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นตัวอย่างของกิจกรรมฉาวในการเมืองระหว่างประเทศอย่างไม่หยุดหย่อน นั่นคือกรณีที่เรียกว่า “อิหร่าน คอนทรา (Iran-Contra) ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 80 นั่นเอง

Iran-Contra Scandal อิหร่าน-คอนทรา คดีฟอกเงินสุดอื้อฉาวแห่งประวัติศาสตร์

กรณี อิหร่าน-คอนทรา นี้เกิดขึ้นในช่วงสมัยของรัฐบาลประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ที่ดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเมืองระหว่างประเทศของโลกอยู่ในสภาวะที่ยุ่งเหยิงที่สุดช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงเวลานั้นปัญหาสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯและรัสเซียยังคงดําเนินอยู่อย่างเข้มข้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลงแต่อย่างใด ยังมีการ แทรกแซงระบบการเมืองภายในประเทศของกลุ่มประเทศโลกที่ 3 ซึ่งใช้เป็นสนามประลองกําลังกันระหว่าง 2 มหาอํานาจที่รุกขยายออกไปเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด

แต่ปัญหาใหม่ที่กําลังแตกขยายออกไปหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆในช่วงเวลานั้นด้วยก็คือการเกิดขึ้นองค์กรมุสลิมหัวรุนแรงที่มีอยู่มากมายหลายกลุ่มสืบเนื่องจากปัญหาของชาวปาเลสไตน์ที่มีมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วก็ขยายแนวออกไปยังประเทศอื่น เช่น เลบานอน ซึ่งเป็นชาติมุสลิมเช่นเดียวกัน ได้เกิดปัญหาภายในขึ้นระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายกบฏจนกลายเป็น สงครามกลางเมืองอย่างยืดยาวไม่จบสิ้นตั้งแต่ในช่วงทศวรรษที่ 70 และกําลังลุกลามไปยังประเทศอื่นๆที่ต้องการปลดปล่อยตนเองออกจากการแทรกแซงของชาติตะวันตก หรือแม้แต่รัฐบาลของประเทศตนซึ่งสวามิภักดิ์ต่อทุนนิยมตะวันตกก็ตาม

กลุ่มที่ต่อต้านและต้องการปลดแอกตนเองหรือองค์กรมุสลิมต่างๆที่ตั้งขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวในกิจการเหล่านี้มักถูกเรียกว่าองค์กรก่อการร้าย เนื่องจากมีวิธีการต่อสู้อย่างรุนแรงชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ได้ต่างไปจากชาติตะวันตกที่เข้าไปสนับสนุนรัฐบาลประเทศนั้นๆให้ปราบปราม องค์กรเหล่านี้อย่างรุนแรงเช่นกัน จึงไม่น่าจะเรียกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายแต่เพียงฝ่ายเดียว และด้วยเหตุนี้จึงทําให้เกิดสงครามกลางเมืองที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันตกและตะวันออกกลาง อันเป็นที่ตั้งของชาติมุสลิมชาติต่างๆไม่มีที่สิ้นสุดจนถึงทุกวันนี้

ปัญหาเรื่องชาวมุสลิมจึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่กําลังลุกลามใหญ่โตขึ้นกลายเป็นปัญหาใหญ่อยู่ในช่วงเวลานั้น ประกอบกับการล่มสลายของรัฐบาล กษัตริย์ชาห์ เรซา ปาห์ลาวี (Shah Reza Pahlavi) แห่งอิหร่านที่สหรัฐฯสนับสนุนอยู่ในปี ค.ศ. 1979 และการขึ้นมามีอิทธิพลเหนืออิหร่านของผู้นําทางด้านศาสนาและจิตวิญญาณที่ชาวอิหร่านให้ความเคารพ คือ อยาตลลาห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini) สหรัฐอเมริกาจึงเกรงว่าการเหตุการณ์ในอิหร่านอาจก่อกระแสให้ประเทศมุสลิมอื่นๆเอาอย่างกลายเป็นรัฐอิสลามอันจะเป็นปัญหาต่อผลประโยชน์ที่มีอยู่อย่างมากมายในภูมิภาคนั้นของสหรัฐฯต่อไป

ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาการยึดครองเขตแดนระหว่างอิหร่านกับอิรักจนกลายเป็นสงครามขึ้นในปี ค.ศ. 1980 สหรัฐฯก็เข้าไปสนับสนุนอิรักให้ทําสงครามกับอิหร่าน แต่สําหรับทางฝ่ายอิสราเอลที่ถือเป็นพันธมิตรสําคัญของสหรัฐฯนั้นกลับมองปัญหานี้ไปคนละทิศทาง อิสราเอลเห็นว่าอิรักเป็นภัยต่อ ภูมิภาคมากกว่า เนื่องจาก ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ผู้นําอิรักเวลานั้นมีท่าทีที่คุกคามประเทศต่างๆในภูมิภาคนั้นมากกว่าอิหร่าน จึงเข้าไปสนับสนุนฝ่ายอิหร่านโดยเฉพาะเรื่องการขายอาวุธให้

แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ อิสราเอลเกรงว่าชาวยิวซึ่งเข้าไปตั้งถิ่นฐานและทําธุรกิจกับอิหร่านตั้งแต่สมัยกษัตริย์ชาห์ที่มีอยู่เป็นจํานวนมากอาจได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย ถ้าหากอิสราเอลเป็นศัตรูกับอิหร่านจึงต้องการประนีประนอมกับรัฐบาลใหม่ของอิหร่านเพื่อปกป้องชาวยิวเหล่านั้น จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนมาก และจากการที่เข้าไปแทรกแซงการเมืองตามประเทศต่างๆของชาติมหาอํานาจ โดยอ้างว่าเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนทั้งที่ไม่ได้เป็นแผ่นดินของตน จึงทําให้เรื่องราวที่ซับซ้อนอยู่แล้วยิ่งยุ่งเหยิงเข้าไปอีก

สิ่งที่น่างุนงงเป็นอย่างมากก็คือเมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าไปสนับสนุนอิรักในการทําสงครามกับอิหร่าน แต่อีกทางหนึ่งสหรัฐอเมริกาเองกลับร่วมมือกับอิสราเอลอย่างลับๆเพื่อขายอาวุธให้กับอิหร่านด้วย เรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งผิดต่อนโยบายของตัวเองหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เพียงผิดต่อนโยบายของตนเท่านั้นมันคือสิ่งผิดกฎหมายของประเทศตนเลยทีเดียว แต่ก่อนที่จะไปถึงปมแห่งความน่าฉงนนี้ คงต้องย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่สหรัฐอเมริกาจะคิดขายอาวุธให้แก่อิหร่านซึ่งถือเป็นฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐฯเสียก่อน โดยย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่มีการปฏิวัติโค่นล้มชาห์แห่งอิหร่านในปี ค.ศ. 1979

Iran-Contra Scandala

ครั้งนั้นชาวอิหร่านกลุ่มหนึ่งได้บุกเข้ายึดสถานทูตสหรัฐฯในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน แล้วจับเจ้าหน้าที่สถานทูตไว้เป็นตัวประกันจํานวน 52 คน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการขอให้สหรัฐฯส่งตัวกษัตริย์ชาห์ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯกลับคืนแก่อิหร่าน ซึ่งเวลานั้นตรงกับสมัยของประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) แต่นโยบายของสหรัฐฯไม่ว่ารัฐบาลไหนๆก็ตามจะไม่มีการยินยอม ต่อข้อเรียกร้องใดๆของกลุ่มนอกกฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งสหรัฐฯถือว่ากลุ่มที่บุกเข้าไปจับชาวอเมริกันในสถานทูตสหรัฐฯก็คือกลุ่มนอกกฎหมาย สหรัฐฯจึงประกาศคว่ำบาตรอิหร่าน ไม่มีการค้าขายใดๆที่เคยกระทํากันก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะการขายอาวุธให้แก่อิหร่านที่มีมาอย่างต่อเนื่องในสมัยของรัฐบาลกษัตริย์ชาห์ เพื่อจะบีบให้อิหร่านยินยอมคืนตัวประกัน

ซึ่งในระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น คาร์เตอร์ กําลังจะหมดสมัยในการดํารงตําแหน่ง และจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีถัดไปอยู่พอดี กระทั่งหลังการเลือกตั้งปรากฏว่า โรนัลด์ เรแกน ได้ขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในปี ค.ศ. 1981 และในวันเดียวกับที่เรแกนเข้าสาบานตนรับตําแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม ค.ศ. 1981 นั้นเอง อิหร่านได้ยอมปล่อยตัวประกันชาวอเมริกันกลับบ้านอย่างน่าประหลาด สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นจึงนํามาซึ่งความน่าฉงนสงสัยว่าอิหร่านกําลังส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ต่อการขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ หรือทางฝ่าย โรนัลด์ เรแกน จะมีข้อตกลงลับๆอะไรกับฝ่ายอิหร่านก่อนขึ้นรับตําแหน่งหรือไม่

ซึ่งในภายหลังจากที่อิหร่านยอมปล่อยตัวประกันชาวอเมริกันกลับบ้านแล้ว ใครๆในเวลานั้นต่างก็เชื่อว่าเรแกนจะมีคําสั่งปลดล็อกสิ่งที่รัฐบาลคาร์เตอร์ทําไว้เกี่ยวกับอิหร่านก่อนหน้านั้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวประกันในครั้งนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจากในช่วงระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งโค้งสุดท้ายเมื่อปลายปี ค.ศ. 1980 นั้น เรแกน ประกาศเอาไว้ว่าเขามีแผนที่จะทําให้อิหร่านยอมปล่อยตัวประกันชาวอเมริกันกลับบ้านอย่างปลอดภัยและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่แล้วภายหลังการขึ้นดํารงตําแหน่งของเรแกนแล้ว นโยบายต่างประเทศเกี่ยวกับอิหร่านของเรแกนก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากสมัยคาร์เตอร์แต่อย่างใด คําสั่งห้ามค้าขายกับอิหร่านหรือการห้ามค้าขายอาวุธก็ยังคงดําเนินต่อไป

กระทั่งในปี ค.ศ. 1982 ก็ยังเกิดเหตุการณ์จับกุมทั้งชาวอเมริกันและชาวยุโรปเป็นตัวประกันขึ้นที่กรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนซ้ำขึ้นอีกจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในเลบานอนตอนนั้น โดยกลุ่มที่จับตัวประกันในครั้งนั้นก็คือกลุ่มเฮสบอลลาห์ Hezbollah ซึ่งมีอิหร่านสนับสนุนอยู่ การจับกุมตัวประกันครั้งนี้ดําเนินไปเป็นเวลาหลายปี มีชาวอเมริกันและคนชาติอื่นๆถูกจับตัวไปเรื่อยๆ ซึ่งมีหลายคนที่ถูกสังหารและทรมาน โดยเฉพาะพวกที่ถูกระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ จากจุดนี้เองจึงมีผู้เสนอแผนเรื่องการขายอาวุธเพื่อแลกกับตัวประกันในเลบานอนขึ้นมา นี่คือจุดเริ่มต้นของกรณี อิหร่าน-คอนทรา

แผนขายอาวุธให้แก่อิหร่านเริ่มต้นขึ้นจากการวิเคราะห์สถานการณ์ของ โรเบิร์ต แม็คฟาร์เลน (Robert McFarlane) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ เอ็นเอสซี (NSC) ในปี ค.ศ. 1985 เขาได้วิเคราะห์สถานการณ์ตะวันออกกลางในเวลานั้นให้ประธานาธิบดีเรแกนฟัง ว่าหากใช้นโยบายแข็งกร้าวและบีบอิหร่านมากเกินไป อิหร่านก็อาจหันไปหาช่องทางอื่นโดยเฉพาะการขายอาวุธที่อิหร่านมีความต้องการอย่างมาก และผู้ที่จะเข้ามาเป็นคู่ค้าใหม่กับอิหร่านก็คือรัสเซียที่พยายามหาประตูเข้าไปแผ่อํานาจในตะวันออกกลางอยู่แล้ว

สหรัฐฯจึงต้องเป็นผู้สานต่อเรื่องนี้ต่อไปถ้าไม่ต้องการให้รัสเซียยื่นมือเข้ามาแทรก แต่ติดปัญหาที่การคว่ำบาตรอิหร่านและ กฎหมายห้ามการค้าขายอาวุธให้อิหร่าน หากต้องการเปลี่ยนแปลงใดๆก็ต้องยื่นเรื่องผ่านสภาของอนุมัติเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าต้องถูกปัดตกจากสภาอย่างแน่นอน และสหรัฐฯก็จะถูกกล่าวหาว่าไม่อยู่กับร่องกับรอย ซึ่งสาเหตุนี้เองที่เชื่อว่าสหรัฐฯได้ขอให้อิสราเอลเป็นฝ่ายที่ขายให้แก่อิหร่านแทน เพื่อแลกกับกรณีปล่อยตัวประกันในอิหร่านครั้งนั้น และครั้งนี้แม็คฟาร์เลนก็เสนอให้ใช้อิสราเอลเป็นคนกลางอีกนั่นเอง ซึ่งอิสราเอลนั้นมีการขายอาวุธให้แก่อิหร่านมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 ตั้งแต่สงครามอิรักกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นใหม่ๆแล้ว โดยให้อิหร่านออกหน้าขอให้เฮสบอลลาห์ยินยอมปล่อยตัวประกันเพื่อจะแลกกับอาวุธล็อตใหม่ที่สหรัฐฯจะเป็นผู้ขายให้โดยผ่านช่องทางของอิสราเอลซึ่งเคยทํามาก่อน

แต่เรื่องนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากรัฐมนตรีของเรแกนหลายคน โดยเฉพาะรัฐมนตรีกลาโหม คาสปาร์ ไวน์เบอร์เกอร์ (Caspar Weinberger) และรัฐมนตรีต่างประเทศ จอร์จ ชุลต์ซ (George Shultz) ซึ่งค้านหัวชนฝาว่าเรื่องนี้จะก่อปัญหาแก่รัฐบาลภายหลังและไม่สมควรกระทําอย่างยิ่ง เนื่องจากสหรัฐฯประกาศเองว่าอิหร่านเป็นผู้ให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆในตะวันออกกลาง แต่กลับขายอาวุธให้อิหร่าน เท่ากับสหรัฐฯสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายหรืออย่างไร

แต่เรแกนกลับเห็นด้วยกับแม็คฟาร์เลน และเห็นว่าการขายผ่านคนกลางจะสามารถหลบเลี่ยงปัญหาทั้งหมดได้ เขาจึงหันไปหารือกับ ชิมอน เปเรซ (Shimon Peres) นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลในเวลานั้นเพื่อหาหนทางดําเนินการในเรื่องนี้ต่อ โดยให้ทางอิสราเอลหานายหน้าซื้อขายชาวยิวให้ แต่เรื่องนี้ยังติดปัญหาที่จะหาหน่วยงานใดมารับหน้าที่นี้ไปทํา เนื่องจากหน่วยงานประจําซึ่งทําเรื่องนี้คือ ซีไอเอ ถูกสั่งห้ามโดย ญัตติ โบแลนด์ (Boland Amendment) ที่รัฐสภาสหรัฐฯสั่งห้ามไม่ให้ ซีไอเอ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการใดๆระหว่างประเทศอีก หลังจากที่ถูกร้องเรียนเรื่องการมักเข้าไปแทรกแซงประเทศในอเมริกาใต้จนถูกตรวจสอบ เรแกนจึงได้มอบภารกิจนี้ให้แก่หน่วยงานความมั่นคงอีกหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้ดูแลแทนนั่นคือ เอ็นเอสซี นั่นเอง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet