อิหร่าน-คอนทรา คดีฟอกเงินสุดอื้อฉาวแห่งประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 2

อิหร่าน-คอนทรา คดีฟอกเงินสุดอื้อฉาวแห่งประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 2

การดําเนินการเรื่องนี้เริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1985 อาวุธล็อตแรกเป็นขีปนาวุธต่อต้านรถถังที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยอิสราเอลเป็นผู้ที่หานายหน้าซื้อขายและจัดส่งโดยใช้ช่องทางเดิมที่ตนเคยใช้ คือผ่านสายการบินพานิชย์สัญชาติอาร์เจนตินา และล็อตต่อๆมาในเดือนถัดๆมา ซึ่งก็เป็นผลให้เฮสบอลลาห์ยอมปล่อยตัวประกันออกมาส่วนหนึ่ง เมื่อแผนการนี้ดําเนินมาเพียงไม่กี่เดือนก็ต้องมีการเปลี่ยนม้ากลางคันเพราะ โรเบิร์ต แม็คฟาร์เลน ขอลาออกเนื่องจากต้องการพักผ่อนในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1985 แต่ก็ยังคงเป็นที่ปรึกษาอิสระให้แก่ทําเนียบขาวอยู่ ตําแหน่งของเขาถูกแทนโดยพลเรือเอก จอห์น พอยเด็กเตอร์ (John Poindexter) และก็เป็นช่วงเวลานี้เองที่เริ่มมีการเปลี่ยนเป้าหมายจากเรื่องตัวประกันมากลายเป็นการสนับสนุนกลุ่มกบฏคอนทราในนิคารากัว ซึ่งเรื่องนี้ยิ่งผิดกฎหมายหนักขึ้นไปอีก

Shell Company บริษัทลมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการฟอกบัญชีโดยเฉพาะ

Shell Company บริษัทลมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการฟอกบัญชีโดยเฉพาะ

เนื่องจากญัตติโบแลนด์นั้นพุ่งเป้าไปที่การห้ามการสนับสนุนใดๆแก่กลุ่มกบฏคอนทราในนิคารากัวโดยเฉพาะด้วย และยิ่งผิดหนักข้อเข้าไปอีกเมื่อการขายอาวุธให้แก่อิหร่านครั้งนี้เปลี่ยนจากการขายผ่านตัวกลางคืออิสราเอลมาเป็นการขายตรงให้แก่อิหร่านเอง และนําซีไอเอกลับเข้ามาในวังวนนี้อีกครั้งเนื่องจากเป็นผู้ที่เคยติดต่อกับกลุ่มคอนทรามาก่อน แผนการทั้งหมดนี้ถูกเสนอขึ้นโดยนาวาโท โอลิเวอร์ นอร์ธ (Oliver North) แห่งหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของกองทัพเรือที่เข้าไปทํางานด้านข่าวกรองร่วมกับ เอ็นเอสเอ นอร์ธ เสนอรายงานสถานการณ์ในนิคารากัวว่าฝ่าย คอนทราต้องการเงินและอาวุธอย่างมากจนต้องหันไปนํารายได้จากการขายโคเคนมาสนับสนุนการสู้รบหลังจากสหรัฐฯหยุดให้ความช่วยเหลือลง

อีกทั้งการที่รัฐบาลซานดินิสตาจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1984 และฝ่ายซานดินิสตาก็ได้เสียงอย่างท่วมท้นกลับมานั้นเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก เพราะเท่ากับฝ่ายซ้ายยังคงสืบทอดอํานาจไปอีกได้ยาวนาน หากปล่อยไปเช่นนี้คอมมิวนิสต์ก็จะแผ่ขยายไปยังประเทศอื่นๆทั่วทั้งอเมริกากลางและอเมริกาใต้อย่างหยุดไม่อยู่

กระทั่งเดือนธันวาคม ค.ศ. 1985 สํานักข่าวแอสโซซิเอทต์ เพรสส์ (Associated Press) หรือ เอ พี (AP) ในนิวยอร์กก็ได้มีรายงานข่าวออกมาว่ามีการพบเส้นทางการหาเงินสนับสนุนการทําสงครามของกลุ่มกบฏคอนทราในนิคารากัวด้วยวิธีการค้ายาเสพติดออกมาเป็นการยืนยันข้อมูลของนอร์ธ แผนการนี้ โอลิเวอร์ นอร์ธ ได้เสนอวิธีการที่จะหลบเลี่ยงญัตติโบแลนด์ และการตรวจสอบของรัฐสภาด้วยวิธีการตั้ง “บริษัทลม” หรือที่เรียกว่า เชลล์ คอมปานี (Shell Company) ขึ้นเพื่อทําการฟอกบัญชี โดยเปิดบัญชีกับธนาคารแห่งหนึ่งในวอชิงตัน ดีซี เพื่อใช้เป็นท่อส่งน้ําเลี้ยงให้แก่กลุ่ม คอนทราสําหรับหลบเลี่ยงการตรวจสอบ โดยให้ซีไอเอเป็นผู้หาคนมารับภารกิจในการติดต่อส่งอาวุธให้แก่กลุ่มคอนทรา

จากการเข้ามาทําภารกิจนี้ของซีไอเอจึงมีการเสนอให้ใช้แหล่งเงินทุนที่จะนํามาซื้ออาวุธผ่านทางธนาคารแห่งหนึ่งในปากีสถานที่ทราบกันดีว่าเป็นแหล่งเงินทุนให้กับกิจการลับต่างๆของซีไอเอหลายๆโครงการ จากจุดนี้เองที่ทําให้เรื่องทั้งหมดถูกหักมุมจากการขายอาวุธให้แก่อิหร่านเพื่อแลก ตัวประกันกลายมาเป็นการนําผลกําไรจากการค้าอาวุธไปให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มกบฏคอนทรา ในนิคารากัวอย่างลับๆแทน โดยผลกําไรจากแผนการนี้ทั้งหมดนี้มีมูลค่ามากถึง 12 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

คอนทรา (Contra) กลุ่มต่อต้านรัฐบาลในนิคารากัว

Shell Company บริษัทลมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการฟอกบัญชีโดยเฉพาะ

สําหรับประเทศนิคารากัวนั้นเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบอเมริกากลางเคยถูกปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการตระกูลโซโมซา (Somoza) ซึ่งสืบทอดอํานาจมาเป็นเวลานานหลายสิบปี กระทั่งในปี ค.ศ. 1979 จึงได้ถูกรัฐประหารยึดอํานาจไปโดยกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติซานดินสตา (Sandinista National Liberation Front) ซึ่งเป็นกลุ่มนิยมซ้าย นับแต่นั้นมานิคารากัวก็ปกครองโดยรัฐบาลฝ่ายซ้ายมาเป็นเวลานานนับจากปี ค.ศ. 1979 ไปจนกระทั่งถึง ค.ศ. 1990 ในปี ค.ศ. 1981 ซีไอเอของสหรัฐอเมริกาได้เข้าไปสนับสนุนฝ่ายนิยมขวาหลายๆฝ่ายมาร่วมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซานดินิสตาขึ้นภายใต้ชื่อว่า คอนทรา (Contra) สงครามกลางเมือง ในนิคารากัวจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

แต่การต่อสู้ของกลุ่มคอนทรานั้นใช้ยุทธวิธีที่รุนแรงไม่ต่างไปจากกลุ่มก่อการร้ายทั่วไป จึงถูกมองจากหลายๆประเทศว่าเป็นกลุ่มนอกกฎหมายและไม่ให้การยอมรับ การที่ซีไอเอเข้าไปสนับสนุนทั้ง เงินทุนและอาวุธให้แก่กลุ่มคอนทราเช่นนี้จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าซีไอเอเข้าไปให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของประเทศอื่นได้อย่างไร และถูกตั้งคําถามว่าเงินทุนและอาวุธที่นําไปสนับสนุนกลุ่มกบฏนั้นมาจากงบประมาณของสหรัฐอเมริกาหรือไม่

เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักข้อขึ้น วุฒิสภาสหรัฐฯจึงนําเรื่องนี้เข้าที่ประชุมจนนํามาสู่ญัตติโบแลนด์ที่ห้ามหน่วยงานใดๆของสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งซีไอเอที่ถูกระบุไว้ในญัตติอย่างชัดเจนว่าไมให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือไปให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มคอนทราอย่างเด็ดขาด ด้วยสาเหตุเช่นนี้เองที่ทําให้กระบวนการนี้ทั้งหมดจึงกลายเป็นกระบวนการนอกกฎหมาย และทําให้เรื่องนี้ต้องเป็นการเคลื่อนไหวอย่างลับสุดยอด แต่ช้างตายทั้งตัวไม่สามารถเอาใบบัวมาปิดได้ กระบวนการ ใหญ่โตขนาดนี้คนที่คิดว่าสามารถปกปิดได้คงประเมินสถานการณ์เอาไว้ต่ำจนเกินไป หรือเหิมเกริมในอํานาจและเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปว่าสามารถเอามือปิดฟ้าได้ ซึ่งตัวอย่างของการประเมินตัวเองผิดเช่นนี้ก็นําความวิบัติมาให้แก่รัฐบาลประเทศต่างๆที่หลงในอํานาจมามากต่อมากแล้ว เพียงแต่ใครจะสามารถหาวิธีมาเบี่ยงเบนความผิดเพื่อให้ดิ้นหลุดออกจากบ่วงความผิดนี้ได้ หรือหาแพะมาบูชายัญให้ตัวเองพ้นผิดได้เท่านั้น และกรณีนี้ก็เช่นกัน

เปิดโปงคดีค้าอาวุธผิดกฎหมาย อิหร่าน-คอนทรา

คดีการค้าอาวุธผิดกฎหมาย อิหร่าน-คอนทรา

กรณี อิหร่าน-คอนทรา นี้เริ่มแดงขึ้นจากการเสนอข่าวของสื่อมวลชนในเลบานอนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1986 เมื่อมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพปฏิวัติอิสลามของอิหร่านผู้หนึ่งเปิดเผยเรื่องนี้ให้แก่สื่อของนิตยสาร อัช-ชีรา (Ash-Shiraa) ทราบ เมื่อสื่อฉบับนั้นถามถึงข่าวที่มีเครื่องบินขนส่งแบบ ซี-123 (C-123) ลําหนึ่งที่กําลังจะลําเลียงอาวุธไปส่งให้แก่กลุ่มคอนทราถูกยิงตกในนิคารากัว และพบอาวุธสงครามจํานวนมากในซากเครื่องบินที่ตกนี้ โดยที่นักบินชื่อ ยูจีน ฮาเซนฟัส (Eugene Hasenfus) อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯกับลูกน้องอีก 2 คนสามารถกระโดดร่มหนีออกมาได้ทันก่อนที่เครื่องจะตก แต่ก็ถูกทหารฝ่ายรัฐบาลนิคารากัวจับกุมตัวได้ในที่สุด

เครื่องบินลําดังกล่าวนี้ถูกยิงตกตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 แล้ว แต่สื่อของเลบานอนฉบับดังกล่าวเพิ่งจะทราบข่าว และก็รู้ข้อมูลเพียงว่าสหรัฐฯได้ลักลอบขายอาวุธให้แก่อิหร่านเพื่อแลกกับตัวประกันที่เฮสบอลาห์จับกุมตัวไว้เท่านั้น ยังไม่มีใครล่วงรู้ว่าเรื่องนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มกบฏคอนทราในนิคารากัวแต่อย่างใด จนเมื่อเรื่องนี้ถูกแฉขึ้นมา ผู้สื่อข่าวในสหรัฐอเมริกาจึงได้ตั้งคําถามกับประธานาธิบดีเรแกนว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งเรแกนก็ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ว่าเป็นข่าวโคมลอย ไม่มีการทําอะไรที่ผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด และเรแกนก็ยังเบี่ยงเบนคําตอบไปไกลว่าเขามีแผนที่จะสถาปนาความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลอิหร่านจริง โดยมีเป้าหมายเพื่อจะให้อิหร่านช่วยเหลือในแผนการแสวงหาสันติภาพกับกลุ่มก่อการร้ายต่างๆใน ตะวันออกกลาง

แต่สื่อมวลชนต่างๆก็ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยและเริ่มขุดคุ้ยหาข่าวในเชิงลึกต่อไปจนทราบว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีเรแกนกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และยังทราบอีกด้วยว่าได้เริ่มมีการทําลายเอกสารและปกปิดช่องทางการขุดคุ้ยเรื่องนี้จากทางรัฐบาลแล้ว เมื่อสื่อมวลชนเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้กันอย่างหนาหูมากขึ้น ไม่กี่วันต่อมาประธานาธิบดีเรแกนจึงให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ทาวเวอร์ (Tower Commission) ที่มี จอห์น ทาวเวอร์ (John Tower) วุฒิสมาชิกเท็กซัสของพรรครีพับลิกันเป็นประธานเพื่อทํางานเรื่องนี้โดยเฉพาะ รวมถึงการตรวจสอบความเกี่ยวข้องของหน่วยงานเอ็นเอสซี หรือ เอ็นเอสเอ ที่ถูกใช้ให้รับผิดชอบภารกิจนี้โดยตรง ซึ่งถือเป็นการทํางานนอกเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบของตนในการเป็นหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงภายในประเทศ และมีภารกิจให้คําปรึกษาแก่รัฐบาลในภารกิจระหว่างประเทศ ไม่ใช่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องการค้าขายอาวุธแต่อย่างใด

ซึ่งในระหว่างการให้ปากคําต่อคณะกรรมาธิการทาวเวอร์นี้ ทั้ง โอลิเวอร์ นอร์ธ และ จอห์น พอยเด็กซ์เตอร์ ต่างก็โยนกันไปโยนกันมา เมื่อถามถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ทั้งหมด นอร์ธ ก็โทษไปที่ พอยเด็กซ์เตอร์ เป็นคนทําลาย ส่วน พอยเด็กซ์เตอร์ ก็โทษไปที่ นอร์ธ เป็นผู้ทําลาย นอกจากนี้ประธานาธิบดีเรแกนเองก็ยังถูกเชิญให้ไปให้ปากคําแก่คณะกรรมาธิการนี้ด้วยเนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชาของบุคคลทั้งสอง ซึ่งเรแกนก็ปฏิเสธการรู้เห็นในการขายอาวุธที่เกิดขึ้นเช่นกัน และเมื่อเรื่องได้เลยเถิดไปจนไม่สามารถปกปิดได้อีก ประธานาธิบดีเรแกนก็ได้ไล่ทั้ง พอยเด็กซ์เตอร์ กับ นอร์ธ ออกเพื่อเป็นการแก้เกี้ยว

จนกระทั่งถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1986 อัยการสูงสุดในเวลานั้นคือ เอ็ดวิน มีส (Edwin Meese) ก็นํารายชื่อของเจ้าหน้าที่ทําเนียบขาวเพียง 14 คนขึ้นฟ้องในข้อหาพัวพันกับการค้าขายอาวุธอย่างผิดกฎหมายท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการนําแพะไปบูชายัญเพื่อไม่ให้ถึงตัวประธานาธิบดีเรแกน เนื่องจาก เอ็ดวิน มีส นั้นใครๆทราบดีว่าเคยอยู่ในทีมที่ปรึกษาใกล้ชิดในทําเนียบขาว และเป็นเพื่อนสนิทของเรแกนคนหนึ่ง

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987 ในที่สุดผลการสอบสวนกรณี อิหร่าน คอนทรา ของคณะกรรมาธิการ ทาวเวอร์ก็ได้บทสรุป โดยมีการกล่าวโทษเพียง โอลิเวอร์ นอร์ธ, จอห์น พอยเด็กซ์เตอร์, โรเบิร์ต แม็คฟาร์เลน และบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องรวมถึง แคสปาร์ ไวน์เบอร์เกอร์ รัฐมนตรีกลาโหมที่ถูกหาว่า ต้องมีส่วนรู้เห็นด้วยเนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ทั้งที่ ไวน์เบอร์เกอร์ นั้นได้ชิงขอลาออกจากตําแหน่งไปตั้งแต่ก่อนที่ผลสรุปของคณะกรรมาธิการทาวเวอร์จะออกมาแล้ว เมื่อทราบว่าตนนั้นเป็นอีกผู้หนึ่งที่จะถูกโยนให้เป็นเครื่องเช่นในกรณีดังกล่าว แต่ในรายงานทั้งหมดไม่มีการสาวถึงประธานาธิบดีเรแกนเลยแต่อย่างใด โดยสรุปแต่เพียงว่าประธานาธิบดีไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับแผนการนี้แต่ประการใด

กระทั่งในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1987 ประธานาธิบดีเรแกนก็ออกมาแถลงต่อสาธารณะถึงผลสรุปจากคณะกรรมาธิการทาวเวอร์ และก็เป็นอีกครั้งที่เขายืนยันอย่างแข็งขันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับกรณีนี้แต่อย่างใด และด้วยความสนใจที่มีต่อกรณีอื้อฉาวนี้อย่างกว้างขวาง จึงได้มีการเรียกร้องให้ทางฝ่ายรัฐสภาสหรัฐฯตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นอีกชุดเพื่อตรวจสอบกรณี อิหร่าน-คอนทรา ให้กระจ่างชัดด้วยอีกทางหนึ่ง แต่ผลสรุปของคณะกรรมาธิการของรัฐสภาที่สรุปออกมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1987 นั้นก็ไม่ต่างไปจากคณะกรรมาธิการทาวเวอร์นัก และยิ่งจะถือเป็นการตอกย้ำความบริสุทธิ์ให้แก่ประธานาธิบดีเรแกนอีกหมุดหนึ่งด้วยว่าเขาไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทําผิดกฎหมายในครั้งนั้นแต่ประการใดอีกเช่นกัน

จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1989 คดีการค้าอาวุธผิดกฎหมาย อิหร่าน-คอนทรา จึงเริ่มถูกนําขึ้นพิจารณาและเสร็จสิ้นลงในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันนั้น คาสปาร์ ไวน์เบอร์เกอร์ ถูกตัดสินให้มีความผิดข้อหาให้การเท็จ โรเบิร์ต แม็คฟาร์เลน ถูกตัดสินให้ผิดในข้อหาปกปิดหลักฐาน โอลิเวอร์ นอร์ธ ถูกตัดสินให้มีความผิดฐานกระทําผิดต่อกฎหมายรัฐ และขัดขวางการตรวจสอบด้วยการทําลายหลักฐาน ซึ่งในกรณีของ นอร์ธ นี้น่าจะมีโทษหนักสุด แต่ภายหลังเขากลับลํา ขอเป็นพยานและได้รับความคุ้มครอง แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังหลีกหนีความผิดที่หนักอยู่แล้วไม่ได้เพียงแต่ได้รับโทษผ่อนหนักให้เป็นเบาเท่านั้น ส่วน จอห์น พอยเด็กซ์เตอร์ นั้นมีความผิดฐานสมคบคิดกันกระทําผิดและปกปิดหลักฐาน รวมถึงเบิกความเท็จอีกด้วย โดยยังมีผู้เกี่ยวข้องอีก 8 คน ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ใน คณะรัฐบาลเรแกน เจ้าหน้าที่ซีไอเอ เอ็นเอสเอ ฝ่ายทหาร และนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินรวมอยู่ด้วย โดยทั้งหมดถูกตัดสินโทษที่มีความหนักเบาตามฐานความผิดของแต่ละคนไม่เท่ากัน

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ทั้งหมดได้รับโทษถ้วนทั่วกันไประยะหนึ่ง พอถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1992 ในสมัยที่ จอร์จ บุช (George Bush) ขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสืบต่อจาก โรนัลด์ เรแกน แล้ว เขาก็ได้ให้อภัยโทษแก่บุคคลเหล่านี้ทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าคนเหล่านี้จะไร้ความผิด เนื่องจากความผิดนั้นได้รับการพิพากษาจนเป็นที่ชัดเจนแล้ว เพียงแต่ได้รับการฟอกชําระความผิดโดยอาศัยอํานาจที่มอบอยู่ในมือของผู้มีตําแหน่งในการบริหารสูงสุดเท่านั้น และก็เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งที่ทําให้ประจักษ์ถึงระบบอํานาจนิยมว่าอยู่เหนือกฎหมายใดๆ แต่ท้ายที่สุดก็ใช่ว่าผู้กระทําความผิดนั้นจะหนีไปจากความผิดที่ตนเคยก่อไว้ได้ เพราะมันจะเป็นตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิตซึ่งตนไม่สามารถหนีไปจากเงาบาปของตัวเองได้เลยไม่ว่าอยู่ที่ใดในโลก

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet