เหตุการณ์ 9/11 จุดเริ่มต้นสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันออกกลาง

เหตุการณ์ 9/11 จุดเริ่มต้นสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันออกกลาง

กล่าวถึงเหตุการณ์ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้แก่โลกยุคใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 20 นี้ อาจถือว่าเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คือสิ่งที่ทําให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผันครั้งใหญ่ที่สุดแล้ว แต่เมื่อโลกผ่านพ้นช่วงศตวรรษที่ 20 มาแล้ว ต้องถือว่าเหตุการณ์ในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ก็คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกทั้งหมด ชนิดที่ทุกคนต้องลืมเหตุการณ์ สงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งนั้นไปเลยทีเดียว และเหตุการณ์ในวันนั้นก็ยังถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ปิดประตูลงกลอนการแสวงหาสันติภาพให้กับโลกลงอย่างถาวรไปตั้งแต่นั้นอีกด้วย

เหตุการณ์ 9/11 จุดเริ่มต้นสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันออกกลาง

เหตุการณ์ 9/11 จุดเริ่มต้นสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันออกกลาง

นับจากวินาทีที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ประธานาธิบดีสหรัฐฯในเวลานั้นประกาศสงครามกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่ม อัล เคดา (At Queda) ซึ่งมีผู้นํากลุ่มคือ โอซามา บิน ลาเดน (Osama Bin Laden) ที่เชื่อว่าผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนั้นอย่างไม่มีการปรานี โดยสําทับอีกด้วยว่าให้ชาติต่างๆทุกชาติในโลกนี้เลือกข้างว่าจะอยู่ข้างสหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มก่อการร้าย หากอยู่ข้างกลุ่มก่อการร้ายจะถือว่าเป็นศัตรูของสหรัฐอเมริกาไปด้วย นับแต่นั้นเป็นต้นมาโลกก็ไม่เคยพบกับความสงบสุขอีกเลย เพราะยิ่งปราบก็ยิ่งมากขึ้นและยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะแทนที่จะลดน้อยลงไปจากเดิม

จากจุดเริ่มต้นที่เริ่มจากสงครามปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายก็ได้ลุกลามขยายวงออกไปเรื่อยๆจนนําไปสู่ปัญหาอื่นๆติดตามมาอีกมากมาย เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นไม่ได้จํากัดวงเพียงการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายเท่านั้น แต่ได้แตกขยายออกไปเป็นสงครามเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงต่างๆมากมาย จึงดูคล้ายว่ายิ่งปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายก็ยิ่งมีมากขึ้น และยิ่งใช้วิธีที่เด็ดขาดมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งถูกตอบโต้กลับมาด้วยความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น จนทําให้สันติภาพที่พยายามสร้างกันมาอย่างยากเย็นเกือบศตวรรษนั้นดูจะยิ่งห่างไกลความเป็นจริงออกไปเรื่อยๆ

นับจากการล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ในรัสเซีย และการสิ้นสุดยุคสงครามเย็นลงตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 นั้น รัสเซียต้องเผชิญหน้ากับความยุ่งยากมากมายจากปัจจัยภายในหลายๆอย่างจนกว่าที่จะฟื้นกลับขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ใหม่อีกครั้งต้องใช้เวลานานนับทศวรรษเลยทีเดียว สหรัฐอเมริกาได้อาศัยช่วงเวลาที่ตนเป็นมหาอํานาจเดี่ยวในเวลานั้นประกาศการจัดระเบียบโลกใหม่ขึ้นโดยมีตนเป็นเจ้าภาพ

สงครามปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายครั้งนั้นก็เป็นฉากหนึ่งของแผนการจัดระเบียบโลกใหม่เช่นกัน จนประธานาธิบดีบุชกล้าที่จะประกาศว่าอุปสรรคของการจัดระเบียบโลกใหม่ครั้งนั้นก็คือ “อักษะแห่งความชั่วร้าย (Axis of evil)” โดยจัดให้ 3 ประเทศ คือ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ อยู่ในกลุ่มอักษะนี้ คล้ายเป็นการระบุว่ากลุ่มอักษะนี้ก็คือเป้าหมายในการประกาศสงครามต่อไปอย่างเป็นนัยๆ

ปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย vs. ผลประโยชน์มหาศาล

ปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย vs. ผลประโยชน์มหาศาล

เรื่องนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเหตุการณ์ลุกลามออกไปเรื่อยๆจึงทําให้เห็นภาพที่ชัดมากขึ้น แต่เป็นภาพอีกภาพหนึ่งที่ทําให้เกิดข้อสงสัยว่าเป้าหมายที่แท้จริงตั้งแต่แรกนั้นอาจจะไม่ได้เป็นเพียงความต้องการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายตามที่ประกาศเท่านั้น แต่น่าจะเป็นผลประโยชน์อันมหาศาลจากระบบการเมืองระหว่างประเทศ และเพื่อผลประโยชน์จากทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลในภูมิภาคนั้นหรือไม่ โดยฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 มาใช้เป็นใบเบิกทางนําไปสู่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงเหล่านั้น หรืออาจเป็นเพียงผลพลอยได้ที่ได้รับจากสงครามการปราบปรามก่อการร้ายครั้งนั้นก็ยากที่จะคาดเดาได้

แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงจากความสงสัยของสังคมโลกว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ เพราะเมื่อควันสงครามเริ่มจางลงแล้ว สิ่งที่เห็นชัดก็คือสงครามครั้งนั้นไม่ได้ทําให้ปัญหาการก่อการร้ายยุติลง แต่เป็นตัวเร่งที่โหมให้การก่อการร้ายขยายวงลุกลามออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้ก่อสงครามก็ไม่สามารถที่จะควบคุมหรือจํากัดวงไว้ได้เลยแต่อย่างใด แต่ขณะที่สงครามได้ลุกลามออกไปเรื่อยๆ และดูท่าว่าจะไม่มีวันสิ้นสุดอยู่นี้ กลับมีบางฝ่ายที่ได้ผลประโยชน์บางอย่างไปเต็มๆจากการเกิดขึ้นของสงครามครั้งนี้อย่างน่าฉงน

สงครามที่เริ่มต้นจากการปราบปรามก่อการร้ายนับวันได้บานปลายไปสู่ปัญหาอื่นๆจนห่างไกลออกไปจากสาเหตุเริ่มแรกมากขึ้นทุกที จึงเริ่มมีข้อสงสัยกันว่าที่แท้แล้วปัญหาที่ลุกลามอยู่นี้มาจากสาเหตุใดกันแน่ ต่างฝ่ายต่างก็อ้างความชอบธรรมของตนในการทําสงครามว่าเพื่อจะปกป้องผลประโยชน์ของตนทั้งสิ้น

ความรุนแรงของวิธีการทําสงครามที่ทั้งสองฝ่ายต่างนํามาใช้ห้ำหั่นกันจนสร้างความเสียหายกระจายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีขีดจํากัด แล้วยังสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนในบริเวณพื้นที่สู้รบมากมายมหาศาลอยู่จนทุกวันนี้ ยิ่งทําให้เริ่มเกิดความไม่แน่ใจขึ้นแล้วว่าฝ่ายใดกันแน่ที่เป็นผู้ก่อการร้าย ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งอ้างความชอบธรรมในการโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งก็อ้างความชอบธรรมในการตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่ง

แต่ผู้ที่ต้องรับเคราะห์จากการสู้รบกันไปมาของช้างสารก็คือหญ้าแพรกที่แหลกลาญไปเท่านั้น ประชาชนตาดําๆซึ่งไม่เคยได้รับประโยชน์จากการทําสงครามแย่งชิงผลประโยชน์ของไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามต่างหากที่รับเคราะห์ ต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านแตกสาแหรกขาดมากมายเพียงใด ครอบครัวพลัดพรากกระจัดกระจายไปเป็นแสนเป็นล้านเพียงใดที่ต้องสังเวยให้กับการแย่งชิงผลประโยชน์แย่งชิงอํานาจของแต่ละฝ่าย แล้วเช่นนี้ฝ่ายใดกันที่จะมีความชอบธรรมหรือน่าที่จะถูกประณามว่าเป็นผู้ก่อการร้ายด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ลำดับเหตุการณ์ในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001

ลำดับเหตุการณ์ในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001

เพื่อที่จะให้เข้าใจในเหตุการณ์ต่างๆอันเป็นที่มาที่ไปของความวุ่นวายทั้งหมดให้ดีขึ้น คงต้องเริ่มจากเหตุการณ์ในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อนําเหตุการณ์แวดล้อมที่เกิดในวันนั้นมาพินิจพิเคราะห์ดูว่าจะมีปริศนาอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งหรือไม่ แล้วนํามาปะติดปะต่อกับเหตุการณ์ต่างๆนับจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน เพื่อหาข้อสรุปกันดูว่าฝ่ายใดกันแน่ที่น่าจะถูกเรียกว่าผู้ก่อการร้าย

เช้าวันอังคารที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เวลา 07.59 น. เครื่องบินแบบโบอิง 767 (Boeing 767) สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ส (American Airlines) เที่ยวบินที่ 11 บรรทุกผู้โดยสารจํานวน 81 คน นักบิน 2 คน และ เจ้าหน้าประจําเครื่องอีก 9 คนบินขึ้นจากสนามบินโลแกน (Logan Airport) ในบอสตัน เพื่อมุ่งสู่ลอสแองเจลิส เวลา 08.13 น. เจ้าหน้าที่จากหอควบคุมการบินที่สนามบินโลแกนแจ้งเตือนนักบินเที่ยวบินที่ 11 ให้ไต่ขึ้นเพดานบินที่ 35,000 ฟุต แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

ผู้จัดการฝ่ายควบคุมจราจรทางอากาศ เกลนน์ ไมเคิล (Glenn Michael) จึงเชื่อว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเครื่องบินตั้งแต่ในตอนนั้นแล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่าเครื่องบินอาจถูกจี้ จึงรายงานความผิดปกตินี้ไปที่กองบังคับการการป้องกันภัยทางอากาศ (North American Aerospace Defense Command) หรือ โนแรด (NORAD) และขอให้นักบินยืนยันถึงเหตุฉุกเฉินด้วยหากเกิดมีขึ้น

แต่ในรายงานของกองบังคับการป้องกันภัยทางอากาศกลับระบุว่าไม่มีการแจ้งแต่อย่างใด จนกระทั่งถึงเวลา 08.40 น. แล้ว โนแรด จึงได้ทราบเหตุซึ่งเวลาก็ล่วงมาถึง 23 นาทีแล้ว จึงไม่ทราบว่าฝ่ายใดพูดความจริงกันแน่ เพราะตามปกติแล้วหากเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น ทางหอควบคุมการบินจะ ต้องรายงานไปที่ โนแรด ทันทีหากสังเกตว่าเริ่มมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งก็มีการคาดกันว่าในขณะที่หอบังคับการสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เครื่องบินน่าจะบินอยู่เหนือเมืองการ์ดเนอร์ มลรัฐแมสซาชูเซตต์ส ซึ่งห่างจากบอสตันไป 50 ไมล์

เวลา 08.14 น. เครื่องบินแบบโบอิง 757 (Boeing 757) ของสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส (United Airlines) เที่ยวบินที่ 175 บรรทุกผู้โดยสารจํานวน 56 คน นักบิน 2 คน และเจ้าหน้าที่ประจําเครื่องอีก 7 คน บินขึ้นจากสนามบินโลแกนในบอสตัน เพื่อมุ่งไปยังลอสแองเจลิสเช่นกัน

เวลา 08.15 น. หอควบคุมการบินก็ได้รับสัญญาณจากนักบิน จอห์น โอโกโนว์สกี (John Ogonowski) นักบินบนเที่ยวบินที่ 11 ซึ่งพยายามที่จะแจ้งเหตุการณ์ให้ทราบว่ามีการจี้เครื่องบินแล้วในเวลานั้นด้วยการแอบกดปุ่มพูดคุยให้ทางหอควบคุมการบินได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นภายในห้องนักบิน แต่ทางหอควบคุมการบินที่บอสตันก็ไม่สามารถติดต่อกลับไปทางนักบินได้เลย จนกระทั่งสัญญาณขาดหายไปในที่สุด

เวลา 08.20 น. เที่ยวบินที่ 11 หยุดการติดต่อไป ทางหอควบคุมจึงได้กดสัญญาณไอเอฟเอฟ (IFE) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ทางห้องนักบินตอบกลับ เพื่อแจ้งสถานะว่าเป็นมิตรหรือศัตรู (Identification Friend or Foe) กระทั่งเวลา 08.24 น. นักบินจึงได้มีการส่งสัญญาณเสียงจากห้องนักบินไปให้ทางหอบังคับการได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในนั้นอีกครั้ง พอเวลา 08.25 น. ทางหอควบคุมการบินก็มั่นใจว่าเกิดการจี้เครื่องบินเที่ยวบินที่ 11 ขึ้นแล้วอย่างแน่นอน จึงมีการแจ้งเตือนไปที่หอควบคุมการบินอื่นๆให้ทราบว่าเที่ยวบินที่ 11 ถูกจี้แล้ว สิ่งนี้น่าจะยืนยันได้ว่าต้องมีการแจ้งไปยัง โนแรด แล้วอย่างแน่นอนตั้งแต่เวลานั้น

เวลา 08.20 น. เครื่องบินโบอิง 757 (Boeing 757) ของสายการบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ 77 บรรทุกผู้โดยสารจํานวน 58 คน นักบิน 2 คน และเจ้าหน้าที่ประจําเครื่องอีก 4 คน บินขึ้นจาก สนามบินนานาชาติดัลเลส (Dulles International Airport) วอชิงตัน ดีซี มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองลอสแองเจลิสอีกเช่นกัน

เวลา 08.37 น. มีการติดต่อจากหอควบคุมที่สนามบินโลแกน ไปยังห้องนักบินเที่ยวบินที่ 175 ให้นักบินช่วยมองหาเครื่องบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ 11 ซึ่งอยู่ที่พิกัด 11 ไมล์ทางทิศใต้ของเที่ยวบิน 175 ว่าเห็นหรือไม่ ซึ่งทางนักบินได้ตอบกลับว่ายังคงเห็นอยู่ ทางหอควบคุมการบินจึงแจ้งเตือนนักบินให้อยู่ห่างจากเที่ยวบินนั้นเอาไว้

การติดต่อระหว่างห้องนักบินเที่ยวบินที่ 175 กับหอควบคุมดําเนินต่อไปอีกราว 5 นาที สัญญาณพูดคุยก็ขาดหายไป โดยทางหอควบคุมการบินที่สนามบินโลแกนได้ให้การในภายหลังว่าในช่วงท้ายของการสนทนาก่อนที่สัญญาณจะขาดหายไปนั้น เขาได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งออกคําสั่งให้ “ทุกคนนั่งนิ่งๆอยู่กับเก้าอี้” จากนั้นเสียงก็ถูกตัดไป แล้วหลังจากนั้นไม่นานสัญญาณเรดาร์ซึ่งจับเส้นทางการบินอยู่ที่หอควบคุมก็พบว่าเที่ยวบิน 175 ลํานั้นได้กลับทิศทางหันหัววกขึ้นไปทางทิศเหนือ แทนที่จะมุ่งลงไปทางใต้ตามเส้นทางปกติ

เวลา 08.00 น. ทาง โนแรด จึงได้แจ้งให้ทุกฝ่ายทราบว่าเที่ยวบินที่ 11 ถูกสลัดอากาศจี้แล้วในตอนนั้น

เวลา 08.42 น. เครื่องบินแบบโบอิง 757 (Boeing 757) สายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ 93 ซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 38 คน นักบิน 2 คน และเจ้าหน้าที่ประจําเครื่อง 5 คน ขึ้นบินจากสนามบินนานาชาตินิวอาร์ค (Newark International Airport) นิวเจอร์ซีย์ มุ่งหน้าไปซานฟรานซิสโก ซึ่งกว่าที่จะบินขึ้นได้ เที่ยวบินนี้ต้องมีการดีเลย์เครื่องอยู่นานถึง 40 นาทีจากหมายกําหนดการเดิมที่กําหนดว่าจะขึ้นบินในเวลา 08.01 น.

เวลา 08.43 น. หอควบคุมการบินได้แจ้งเหตุว่าเที่ยวบิน 175 ถูกจี้ไป อีกลําให้โนแรดทราบ ทางโนแรดจึงได้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่าเที่ยวบินที่ 175 ถูกสลัดอากาศไปอีกหนึ่งแล้ว (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet