ประธานาธิบดีบุชกับคําประกาศทําสงครามปราบปรามการก่อการร้ายกับกลุ่มอัลเคดา

บุกอัฟกานิสถาน ตามล่าตัว โอซามา บิน ลาเดน

แรกทีเดียวนั้นยังคงไม่มีใครคิดไปถึงว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเหตุการณ์ก่อการร้าย ยังคงเชื่อกันว่ามันอาจจะเป็นอุบัติเหตุของเครื่องบินที่นักบินบินผิดพลาดจนพุ่งเข้าชนอาคาร ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนบ่อยครั้ง แต่ทันทีที่เห็นภาพของเที่ยวบินที่ 175 เครื่องบินอีกลําหนึ่งได้พุ่งเข้าชนอาคารเวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ หลังที่สองเท่านั้น ใครๆจึงเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน และเริ่มคิดถึงเหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้นมาในทันที แต่ยังคงไม่มีใครทราบได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นฝีมือของฝ่ายใดกันแน่ และมีจุดประสงค์อะไร จึงได้คิดก่อเหตุการณ์อันชวนสยดสยองได้ถึงเพียงนี้ขึ้น

จนกระทั่งเมื่อมีข่าวตามมาอีกว่า เครื่องบินอีกลําหนึ่งได้พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอน ความชัดเจนก็จึงได้เริ่มปรากฏขึ้นให้เห็นทันทีว่าต้องเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่หวังผลทางการเมืองอย่างแน่นอน แต่ก็ยังคงไม่ชัดเจนนักว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใดแน่ เนื่องจากนโยบายต่างประเทศตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมาของสหรัฐอเมริกานั้นได้เข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆทั่วโลกมากมาย กระทั่งมีกลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นมากมายเช่นกัน โดยแต่ละกลุ่มก็ล้วนแต่ประกาศว่าต้องการโจมตีผลประโยชน์ ชีวิต และทรัพย์สินของชาวอเมริกันทุกหนแห่งเพื่อเป็นการแก้แค้นสหรัฐฯทั้งสิ้น

แต่กลุ่มที่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯอย่างชัดเจนที่สุดในช่วงเวลานั้น และมีปฏิบัติการโจมตีผล ประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงมาโดยตลอดหลายครั้งหลายหนก็คือ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า อัล เคดา ซึ่งมีผู้นํากลุ่มคือ โอซามา บิน ลาเดน ทายาทเศรษฐีชาวซาอุดิอาระเบียผู้มีอดีตอันเคยคลุกคลีกับสหรัฐอเมริกามาอย่างโชกโชนจนรู้ไส้รู้พุง เพราะเคยสมัครใจเป็นสายลับให้กับซีไอเอ (CIA) ของสหรัฐอเมริกาในภารกิจต่อต้านการแผ่อิทธิพลของรัสเซียในย่านตะวันออกกลางในยุคสงครามเย็น ก่อนผันตัวเองมาเป็นศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐฯเพราะความโกรธแค้นที่เชื่อว่าตนถูกหลอกใช้ เมื่อสหรัฐฯทิ้งให้กองกําลังเคลื่อนไหวของ บิน ลาเดน และเหล่านักรบมูจาฮีดิน (Mujahideen) ที่เป็นกําลังสําคัญในการทําสงครามกับรัสเซียในอัฟกานิสถานต้องอดตายหลังรัสเซียยอมถอนทหารออกไปแล้ว จึงประกาศจะทําลายผลประโยชน์สหรัฐฯทุกหนแห่ง

ประธานาธิบดีบุชกับคําประกาศทําสงครามปราบปรามการก่อการร้ายกับกลุ่มอัลเคดา

ประธานาธิบดีบุชกับคําประกาศทําสงครามปราบปรามการก่อการร้ายกับกลุ่มอัลเคดา

ภายหลังจากที่เหตุการณ์ต่างๆเริ่มสงบลงได้มีการเปิดเผยถึงจํานวนผู้เสียชีวิตลงในเหตุการณ์วันนั้นรวมทั้ง 4 จุดมีจํานวนทั้งสิ้นมากกว่า 3,000 คน แต่จากการประเมินโดยสื่อมวลชนต่างๆนั้นเชื่อว่าน่าจะมีมากกว่า 5,000 คนเลยทีเดียว โดยมีผลสรุปจากการสืบสวนของเอฟบีไอ (FBI) ภายหลังจากที่ เหตุการณ์ผ่านพ้นไม่ทันข้ามวันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นการกระทําของกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงคือ อัล เคดา ภายใต้การนําของ โอซามา บิน ลาเดน และต่อมาก็มีแถลงการณ์ประณามกลุ่มก่อการร้ายที่กระทําการในครั้งนี้โดยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่ประกาศออกมาอย่างเกรี้ยวกราดในทันทีว่าจะขอเด็ดหัวกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้หรือกลุ่มใดๆก็ตามโดยไม่ยอมให้หลงเหลืออยู่ในโลกนี้อีกต่อไป

นอกจากนี้ประธานาธิบดีบุชยังได้ขอจอให้ทุกๆประเทศในโลกแสดงท่าทีของตนออกมาให้ชัดเจนในการเลือกข้างว่า จะอยู่ข้างสหรัฐฯหรือจะเลือกยืนอยู่ตรงข้ามกับสหรัฐฯอีกด้วย โดยยังทิ้งท้าย ด้วยคํากล่าวเชิงข่มขู่ด้วยว่าหากไม่แสดงความชัดเจนออกมา สหรัฐอเมริกาก็จะถือว่าประเทศนั้นเป็นศัตรูและจะไม่รับประกันต่อสิ่งที่จะติดตามมา

ซึ่งคําประกาศของประธานาธิบดีบุชครั้งนั้นเองที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นทําให้โลกนี้แตกออกเป็นสองเสี่ยง และยืนอยู่ตรงกันข้ามคนละฝ่ายอย่างชัดเจนนับตั้งแต่นั้น และไม่ใช่ฝ่ายทุนนิยมเสรีกับคอมมิวนิสต์อย่างเช่นในยุคสงครามเย็นในอดีต แต่เป็นฝ่ายมหาอํานาจตะวันตกที่นําโดยสหรัฐอเมริกาซึ่งกุมกระแสการเมืองโลกอยู่ กับฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรงที่ถูกผลักให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ ซึ่งต่างก็เคลื่อนไหวกันไปตามทิศทางตน แต่มีเป้าหมายการทําลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯและชาติตะวันตกอื่นๆเช่นเดียวกัน

และด้วยท่าที่อันแข็งกร้าวของสหรัฐอเมริกาเช่นนี้เอง ยิ่งทําให้เกิดกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใหม่ๆขึ้นมากมายทั้งที่แตกสายออกมาจากกลุ่มเดิมและที่เกิดขึ้นมาใหม่ จนสหรัฐอเมริกาที่คิดจะปราบปรามให้สิ้นซากกลับกลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อมออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่กลุ่มเหล่านั้นทวีความรุนแรงในการต่อสู้มากขึ้นทุกขณะ

แต่สหรัฐอเมริกากลับค่อยๆแสดงอาการอ่อนเปลี้ยจากปัญหาต่างๆที่รุมเร้าเข้ามา โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่เริ่มส่อให้เห็นถึงอาการอ่อนแอจากการไปก่อสงครามราคาแพงเอาไว้จนขยายวงออกไปเรื่อยๆโดยที่ตนก็ไม่สามารถจะปิดเกมลงได้ง่ายๆอย่างที่คิด จนราวกับว่าสหรัฐฯกําลังตกหลุมพรางของตัวเองที่ขุดเอาไว้แล้วไม่สามารถขึ้นจากหลุมได้ จนต้องหาทางลงอย่างสวยๆเพื่อไม่ให้ตนต้องเสียหน้าอยู่ในทุกวันนี้

บุกอัฟกานิสถาน ตามล่าตัว โอซามา บิน ลาเดน

ประธานาธิบดีบุชกับคําประกาศทําสงครามปราบปรามการก่อการร้ายกับกลุ่มอัลเคดา

หลังจากคําประกาศทําสงครามปราบปรามการก่อการร้ายกับกลุ่ม อัล เคดา ของประธานาธิบดีบุชในครั้งนั้นแล้ว สหรัฐฯก็ได้ส่งกําลังบุกเข้าไปในประเทศอัฟกานิสถานทันที โดยกล่าวหาอัฟกานิสถานที่เวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลตาลีบัน (Taliban) ว่าเป็นผู้ให้ที่พักพิงแก่ โอซามา บิน ลาเดน โดยขอให้ประเทศต่างๆที่เลือกอยู่ฝ่ายสหรัฐฯส่งกําลังของตนเข้าไปช่วยเหลืออีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งก็มีประเทศหลักๆคืออังกฤษกับฝรั่งเศส และประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกกลุ่มสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนํา จนกระทั่งในที่สุดก็สามารถที่จะล้มรัฐบาลตาลีบันลงได้สําเร็จ

ทําให้ทั้งกลุ่มตาลีบัน และ อัล เคดา ต่างต้องหลบหนีข้ามเข้าไปฝังตัวอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ซึ่งจนถึงทุกวันนี้สงครามก็ยังคงไม่สิ้นสุด และสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่สามารถถอดเขี้ยวเล็บของ อัล เคดา ได้สําเร็จเช่นกัน แม้ภายหลังจะสามารถเด็ดชีพของ โอซามา บินลาเดน ผู้นํา อัล เคดา ลงไปได้แล้วก็ตาม แต่กลุ่ม อัล เคดา ก็ยังไม่สูญสลาย และยังเดินหน้าทําลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯต่อไป 

แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่าในอดีต แต่ก็สามารถจะปลุกให้เกิดกลุ่มอื่นๆขึ้นมาสานงานโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯและประเทศพันธมิตรที่ให้การสนับสนุน สหรัฐฯประเทศต่างๆอย่างไม่หยุดหย่อนจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถือว่ามีศักยภาพในการโจมตีผลประโยชน์ของชาติตะวันตกได้มากที่สุดก็คือ กลุ่มไอซิส (ISIS) ที่มีเขี้ยวเล็บมากขึ้นเรื่อยๆ

โจมตีอิรัก ข้อหาสะสมอาวุธร้ายแรง ทั้งอาวุธเคมีและอาวุธนิวเคลียร์

สะสมอาวุธร้ายแรงทั้งอาวุธเคมีและอาวุธนิวเคลียร์

ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะชนะสงครามในอัฟกานิสถานและสามารถขับไล่กลุ่มตาลีบันออกจากอํานาจได้สําเร็จ และนําประเทศนี้เข้าสู่การเลือกตั้งหาผู้นําตามระบอบประชาธิปไตยตามที่โลกตะวันตกต้องการได้แล้วก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศนี้จะสงบสุข อัฟกานิสถานกลับพบกับความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน และไม่มีทีท่าว่าจะสงบสุขได้ ยังคงเกิดเหตุรุนแรงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แล้วยังลุกลามไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้านติดกันคือปากีสถานตราบจนถึงทุกวันนี้

ส่วนสหรัฐอเมริกาที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปลดปล่อยกลับถูกมองว่าเป็นผู้ทําให้บ้านเมืองเขาปั่นป่วนยิ่งขึ้นและไม่อาจหาหนทางแก้ไขได้จนต้องปล่อยทิ้งเอาไว้อย่างนั้น แต่สิ่งที่ทําให้น่าฉงนต่อมาอยู่ตรงที่ภายหลังจากสามารถปราบปรามกลุ่มตาลีบัน กับ อัล เคดา และสถาปนาระบอบประชาธิปไตยให้แก่อัฟกานิสถานได้เป็นผลสําเร็จแล้วก็น่าจะเสร็จสิ้นภารกิจลง แต่สหรัฐอเมริกากลับหาเหตุเข้าโจมตีประเทศอิรักต่อไปคล้ายกับทฤษฎีโดมิโนซึ่งตนเคยต่อต้านในอดีตเมื่อครั้งสมัยที่เกิดสงครามเย็น

ภายหลังสงครามในอัฟกานิสถานเสร็จสิ้นลงแล้ว แม้ว่ากลุ่ม อัล เคดา และ ตาลีบัน จะยังคงไม่ถูกกําจัดจนหมดสิ้นลงไปอย่างราบคาบสมบูรณ์ตามที่ประกาศไว้ก็ตาม แทนที่สหรัฐฯจะบีบวงเพื่อตามไล่ล่ากลุ่ม อัล เคดา และ ตาลีบัน ต่อไปให้เสร็จสิ้นตามเป้าหมาย ประธานาธิบดีบุชกลับหันไปหาเหตุเข้าโจมตีประเทศอิรัก ซึ่งในเวลานั้นอยู่ภายใต้อํานาจการปกครองของ ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) แทน

โดยกล่าวหาว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนกลุ่ม อัล เคดา แต่ข้ออ้างนั้นอาจดูเบาเกินไปที่จะทําให้รัฐสภาสหรัฐฯอนุมัติให้มีการโจมตีอิรักได้ จึงได้มีการนําเอาเรื่องที่อิรักมีการสะสมอาวุธร้ายแรงทั้งอาวุธเคมีและอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาเป็นข้ออ้าง ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงของสหประชาชาติที่มีข้อห้ามเรื่องการสะสมอาวุธดังกล่าว

เหตุผลนี้หนักแน่นพอที่จะทําให้เกิดปฏิบัติการโจมตีอิรักได้มากกว่า แต่ก็ดูเหมือนรัฐบาลสหรัฐชุดประธานาธิบดีบุชจะร้อนรนโจมตีอิรักจนน่าพิรุธ จึงไม่ยอมรอให้ผลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติตรวจจนเสร็จสมบูรณ์ให้ได้ผลเป็นที่แน่ชัดเสียก่อนก็ประกาศให้คณะกรรมาธิการของสหประชาชาติออกจากอิรักให้หมดสิ้นก่อนกําหนดเส้นตายที่สหรัฐอเมริกาจะบุกเข้าถล่มอิรัก จนคณะกรรมาธิการดังกล่าวเก็บข้าวของหนีออกจากอิรักแทบไม่ทัน

แล้วอิรักก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันกับอัฟกานิสถาน ซัดดัม ฮุสเซน ถูกโค่น และอิรักก็ตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองที่ถูกโชนไม่เคยสงบมาจนถึงทุกวันนี้อีกประเทศหนึ่งเช่นกัน ซึ่งการรีบร้อนโจมตีอิรักครั้งนั้นเองที่เป็นการแบไฟให้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังว่าอิรักน่าจะเป็นเป้าหมายหลักมากกว่าอัฟกานิสถาน และทั้งหมดก็อาจไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายเท่านั้นก็เป็นได้ แต่มีวาระที่ซ่อนเร้นอะไรอยู่เบื้องหลัง

ยิ่งเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใดความคลุมเครือต่างๆก็เริ่มชัดเจนขึ้นว่าที่จริงแล้วสิ่งที่เราเคยเชื่อจากสาเหตุการถล่มอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ในครั้งนั้น อาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดกันก่อนหน้านั้นก็เป็นได้ เพราะภายหลังจากการเข้าไปถล่มทั้งอัฟกานิสถานและอิรักเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่เข้าไปรับประโยชน์จากการฟื้นฟูประเทศทั้งสองภายหลังจากที่ถล่มบ้านเมืองของเขาจนเต็มไปด้วยซากปรักหักพังแล้วก็คือกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่สัญชาติอเมริกันรวมไปถึงยุโรปชาติอื่นๆด้วย

ไม่แต่เพียงเท่านั้น ยังมีผลประโยชน์อันมหาศาลจากบ่อน้ำมันของอิรักอีก ซึ่งก่อนหน้าที่อิรักจะประสบปัญหาดังเช่นทุกวันนี้ อิรักเคยเป็นประเทศที่ร่ำรวยจากการค้าน้ำมัน และได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกน้ำมันนับเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากซาอุดิอาระเบียเลยทีเดียว แล้วผลประโยชน์เหล่านี้ไปตกอยู่ที่ผู้ใด ใครกันที่จะมีศักยภาพเพียงพอในการเป็นผู้จัดสรรผลประโยชน์อันมหาศาลนี้ต่อไปในช่วงระหว่างที่อิรักประสบปัญหาความวุ่นวายจวบจนปัจจุบัน

นัยยะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001

9/11

สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เป็นต้นมากระทั่งถึงเหตุการณ์ที่ดําเนินต่อๆมานั้น เมื่อถูกนํามาปะติดปะต่อกันเข้าก็จะเริ่มเห็นถึงความต่อเนื่องกันของเหตุการณ์ต่างๆอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนคล้ายกับมีอะไรซ่อนอยู่ตั้งแต่ต้นแล้ว และหากมองย้อนกลับไปในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายนวันนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว ก็จะยิ่งทําให้เห็นข้อน่าสงสัยมากมายซึ่งซุกซ่อนอยู่กับเหตุการณ์ในวันนั้น จนเริ่มมีผู้ตั้งคําถามขึ้นว่า เรื่องนี้จะเป็นเกมการเมืองเพื่อแสวงหาอํานาจ หรือแผนตักตวงผลประโยชน์ครั้งใหญ่ของกลุ่มธุรกิจและการเมืองทรงอิทธิพลที่คอยชักใยทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และเริ่มมีการจับพิรุธถึงสิ่งต่างๆในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้น

ความน่าสงสัยข้อแรกก็คือเรื่องความหละหลวมในระบบการรักษาความปลอดภัยของสหรัฐอเมริกาที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ใครจะเชื่อว่ามหาอํานาจที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี เจ้าแห่งงานหน่วยข่าวกรอง เจ้าแห่งระบบรักษาความปลอดภัย และระบบการป้องกันประเทศที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกต่างนําเทคโนโลยีและลอกเลียนวิธีการของสหรัฐอเมริกามาใช้ทั้งสิ้น จะเกิดความสะเพร่าอย่างร้ายแรงจนถึงกับปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ 11 กันยายนครั้งนั้นขึ้นมาได้ จนทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย เมื่อน้ำลดแล้วเราก็เริ่มเห็นเงาของตอที่ค่อยๆผุดขึ้นรําไรจากความไม่เชื่อในความหละหลวม

เริ่มมีคนเปลี่ยนข้อสงสัยในเรื่องความหละหลวมของงานรักษาความปลอดภัยมาเป็นคําถามว่าจะมีความจงใจให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นทั้งๆที่ทราบก่อนล่วงหน้าหรือไม่ เมื่อเกิดข้อสงสัยเช่นนี้ขึ้นก็เริ่มมีผู้ขุดคุ้ยข้อพิรุธต่างๆเพื่อมาใช้ยืนยันความสงสัยเหล่านั้นกันมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งพบข้อพิรุธในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้นมากมายหลายจุดด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นเพียงการตั้งคําถามซึ่งไม่สามารถหาคําตอบที่ชัดเจน หรือหาหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าข้อสงสัยเหล่านั้นจะมีมูลความจริงเพียงใด จึงเป็นเพียงข้อสงสัยซึ่งสังคมอีกส่วนหนึ่งตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นธรรมต่อฝ่ายที่ได้รับความเสียหายบ้างเท่านั้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่นั้นคงต้องเป็นวิจารณาญาณของแต่ละบุคคล ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงสมมติฐานที่เลื่อนลอยก็ คงต้องเป็นการตัดสินใจโดยส่วนตัวของแต่ละบุคคลเช่นกัน

สําหรับประเด็นที่มีการสงสัยกันมากนั้นก็คือเรื่องผลสรุปของเอฟบีไอในรายนามของกลุ่มก่อการร้ายในเหตุการณ์นั้นทั้งหมด ที่ผู้ออกมาแถลงเป็นคนแรกก็คือ โรเบิร์ต มุลเลอร์ (Robert Mueller) ผู้อํานวยการเอฟบีไอในเวลานั้น มุลเลอร์ ได้นํารายชื่อของผู้ก่อการร้ายที่จี้เครื่องบินทั้ง 4 ลําออกมา เปิดเผยต่อสาธารณะให้ทราบกันอย่างรวดเร็วไม่ทันข้ามวันได้อย่างไร โดยในรายละเอียดระบุว่ากลุ่มก่อการร้ายทั้งหมดนั้นเป็นชาวอาหรับจํานวน 19 คน 15 คนเป็นชาวซาอุดิอาระเบียอีก 2 คนเป็นชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมีชาวเลบานอนกับชาวอียิปต์อีกชาติละ 1 คน โดยการแถลงข่าวครั้งนั้นเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ในขณะที่ฝุ่นควันของอาคารยังคละคลุ้งไปทั่วทั้งย่าน เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ไม่ได้จางไปไหน และ มุลเลอร์ยังได้กล่าวอีกด้วยว่าผู้ก่อการร้ายทั้ง 19 คนนี้ได้ร่วมกันวางแผนก่อการร้ายนี้ขึ้นในสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว โดยได้รับคําสั่งและได้รับเงินสนับสนุนจากที่ใดที่หนึ่งภายนอกสหรัฐฯ และทั้ง 19 คนนี้ก็เดินทางเข้าสหรัฐฯอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่มี 3 คนที่วีซ่าหมดอายุลงแล้ว

เอฟบีไอ ยังแก้ต่างเรื่องที่ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดจึงปล่อยให้คนทั้ง 19 คนนี้ลอยนวลในสังคมได้อย่างง่ายดายโดยไม่ถูกจับตา ทั้งที่ทราบว่ามีการวางแผนการนี้กันมาถึง 5 ปีแล้วว่า เป็นเพราะทั้ง 19 คนนี้ไม่มีพฤติกรรมที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย หรือก่ออาชญากรรมใดๆขึ้น พวกเขาใช้ชีวิตแบบสงบเงียบ กลมกลืนไปกับคนอเมริกันโดยปกติทั่วไป เป็นเพื่อนบ้านที่ดี ไม่เคยก่อปัญหาใดๆ มีงานมีการทําเหมือนคนทั่วๆไป จึงไม่มีใครสงสัยในตัวของพวกเขา

กระทั่งพวกเขาเริ่มแผนกําหนดการก่อเหตุในวันนั้นแล้วก็ยังไม่มีใครทราบถึงสิ่งผิดปกติที่จะเกิดขึ้นได้ ผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ระวังตัวมาก ไม่มีใครใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีการติดต่อสื่อสารหรือสั่งการทางอินเตอร์เน็ต พวกเขาจะสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้เท่านั้น ส่วนเงินที่นํามาใช้จ่ายในการก่อการร้ายก็ใช้วิธีโอนเข้าบัญชีครั้งละจํานวนน้อยๆเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย นี่คือรายละเอียดที่ เอฟบีไอ ได้มาภายหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เอฟบีไอ ได้รายละเอียดเหล่านี้และสรุปผลออกมาเช่นนี้อย่างรวดเร็วได้อย่างไร และยังทราบด้วยว่าคนกลุ่มนี้วางแผนกันมา 5 ปีแล้วทั้งที่บอกว่าพวกเขาไม่มีความเคลื่อนไหวใดซึ่งผิดสังเกตมาก่อน

แต่พอเกิดเหตุขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงข้อมูลต่างๆกลับมาเรียงตัวให้แถลงอย่างเป็นฉากๆเช่นนี้อย่าง ง่ายดายได้อย่างไร และคําแถลงของ เอฟบีไอ ก็ฟังดูขัดกันเอง โดยเฉพาะในเรื่องของรายชื่อทั้ง 19 คนนี้ เนื่องจากรายชื่อของทั้ง 19 คนไม่มีปรากฏอยู่ในรายนามของผู้โดยสารทั้ง 4 เที่ยวบินแต่อย่างใดเลย เพราะทุกคนใช้ชื่อปลอม และถ้าหากพวกเขาใช้ชื่อปลอม เอฟบีไอ สามารถแกะรายชื่อจริงของทั้ง 19 คนออกมาอย่างรวดเร็วได้อย่างไรจึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัยอย่างมาก และภายหลังจากที่ เอฟบีไอ นํารายชื่อของทั้ง 19 คนออกมาเปิดเผยแล้ว ก็มีผู้สื่อข่าวบางสํานักเกิดไปพบว่ารายชื่อที่นํามาเปิดเผยนี้มีบางรายยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ตายลงไปในเหตุการณ์ครั้งนั้นแต่อย่างใด แต่เรื่องนี้ เอฟบีไอ ออกมาให้เหตุผลว่าอาจเป็นเพราะมีชื่อซ้ำกันก็เป็นได้ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet