ประเด็นชวนสงสัยในแง่มุมต่างๆจากเหตุการณ์ถล่ม World trade center

ประเด็นชวนสงสัยในแง่มุมต่างๆจากเหตุการณ์ถล่ม World trade center

ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องที่ เอฟบีไอ นําหนังสือเดินทางเล่มหนึ่งมาให้ผู้สื่อข่าวดู โดยระบุว่าเป็นหนังสือเดินทางของหนึ่งในสลัดอากาศซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยเก็บได้ในที่เกิดเหตุ อีกทั้งยังมีกระเป๋าเดินทางอีกใบหนึ่งที่เชื่อว่าเป็นของหัวหน้ากลุ่มสลัดอากาศ มีชื่อว่า โมฮัมเหม็ด อัตตา (Mohammed Atta) โดยยังพบจดหมายลาตายที่เขียนด้วยลายมือของเขาเองอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งในจดหมายนั้นมีข้อความสดุดีพระเจ้า และกล่าวถึงการพลีชีพเพื่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ของเขาที่คล้ายคํากล่าวของนักฆ่าตัวตายด้วยวิธีการพลีชีพตามความเชื่อซึ่งมักกล่าวเช่นนี้

ประเด็นชวนสงสัยในแง่มุมต่างๆจากเหตุการณ์ถล่ม World trade center

ประเด็นชวนสงสัยในแง่มุมต่างๆจากเหตุการณ์ถล่ม World trade center

หลักฐานชิ้นนี้ถูกผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่าจะมีเหตุบังเอิญอันเหมาะเจาะสักเพียงใดที่ทําให้ทั้ง กระเป๋าและหนังสือเดินทางลอยออกจากเครื่องบินขณะพุ่งชนตึกจนระเบิดเป็นจุณมาให้เจ้าหน้าที่เก็บได้อย่างไร ทั้งที่ทันทีที่เครื่องบินพุ่งชนตึกมันก็เกิดการระเบิดขึ้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างบนเครื่องบินน่าจะถูกไหม้เป็นจุณไปพร้อมกับซากเครื่องบินแล้ว อีกทั้งอาคารทั้งอาคารก็ทรุดถล่มลงมากองกับพื้นภายหลังเกิดการชนไม่นานนัก ผู้คนซึ่งติดค้างอยู่บนตึกก็ไม่สามารถลงมาได้ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ขึ้นไปช่วยเหลือก็ยังติดอยู่ภายในขณะตึกถล่มอีกด้วย จะมีผู้สามารถขึ้นไปนําหลักฐานนั้นลงมาให้หัวหน้าเอฟบีไอแถลงได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

หรือจะไปขุดคุ้ยเอาจากซากอาคารที่ถล่มราบลงกับพื้นทั้งสองหลังก็ไม่น่าจะเป็นได้ แม้แต่ร่างของผู้คนยังกู้ขึ้นมาได้ยาก จะสามารถคุ้ยหลักฐานขึ้นมาอย่างรวดเร็วได้อย่างไร หากจะได้หลักฐานที่สมบูรณ์เช่นนั้นมาได้ก็ต้อง ได้มาก่อนเครื่องบินจะชนอาคารหรือก่อนอาคารถล่มเท่านั้น ซึ่งมีอยู่หนทางเดียวที่หลักฐานจะมาอยู่บนมือ เอฟบีไอ ได้ชนิดที่ยังสมบูรณ์อยู่ก็คือมันต้องหลุดลอยออกมาจากเครื่องบินตกลงใส่มือเจ้าหน้าที่เบื้องล่างก่อนที่เครื่องบินจะพุ่งชนตึกซึ่งเป็นไปได้ยากมาก

ยังมีประเด็นชวนสงสัยอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องที่ เอฟบีไอ ทราบว่ามีการวางแผนก่อการร้ายมานาน 5 ปีแล้ว แต่ก็ไม่สามารถติดตามพฤติกรรมของผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ได้ ทั้งที่หากย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ครั้งแรก ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 1993 ในครั้งนั้นมีการลอบวางระเบิดตรงบริเวณชั้นจอดรถใต้ดินจนทําให้ชั้นจอดรถที่ติดกับอุโมงค์รถไฟใต้ดินซึ่งวิ่งอยู่ข้างใต้อาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ได้รับความเสียหายอย่างมาก และ เอฟบีไอ ก็สามารถจะสืบจนทราบว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม อัล เคดา เช่นกัน

และยังเกิดเหตุลอบโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯอีกหลายแห่งตามประเทศต่างๆทั่วโลกมา โดยตลอดเวลาที่สหรัฐอเมริกาได้ชื่อว่ามีหน่วยงานข่าวกรองชนิดตาสับปะรดอยู่มากมายจนแทบวิ่งชนกันอยู่ทั่วโลก และยังขีดความสามารถของหน่วยสืบราชการลับต่างๆก็ได้ชื่อว่าดีที่สุดของโลก การที่ เอฟบีไอ ออกมายอมรับว่าไม่สามารถจับตาความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ได้ก่อนเลย คงเป็นสิ่งน่าอับอายอย่างมากสําหรับศักยภาพที่มีอยู่ทั้งหมดหากยอมรับออกมาง่ายๆเช่นนั้น ซึ่งก็หมายถึงงานด้านความมั่นคงที่เป็นต้นแบบให้กับประเทศต่างๆทั่วโลกเดินตามนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้ดูแลความปลอดภัยของประเทศอีกต่อไป

การที่คนจํานวนเพียง 19 คนสามารถจะวางแผนการระดับโลกเช่นนี้โดยไม่มีหน่วยงานใดระแคะระคายมาก่อนเลยเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก ผิดกับความรอบรู้ในการล้วงความลับของคนอื่นที่สหรัฐอเมริการู้ไปเสียหมดว่าประเทศไหนกําลังทําอะไรกันอยู่ แต่กับประเทศตัวเองกลับมองไม่ เห็นเสียอย่างนั้น ซึ่งถ้าหากไม่มีหน่วยงานความมั่นคงไหนสามารถจะระแคะระคายเรื่องนี้มาได้ก่อนเลยจริงๆ

ตําราที่ตนเป็นผู้กําหนดขึ้นมาเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งใช้เงินไปเป็นจํานวนมากมายมหาศาลสําหรับศึกษา และจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือที่ต้องใช้เทคโนโลยีก้าวล้ำต่างๆก็คงเป็นเรื่องเสียเปล่า แล้วประเทศต่างๆที่แย่งกันไปจองที่นั่งเรียนและผลาญงบประมาณของประเทศนั้นๆกันไปอย่างมากมายเพื่อลอกแบบแผนด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศก็คงต้องนําตําราเหล่านั้นไปทิ้งให้หมด ไม่ว่าจะเป็น เอฟบีไอ หรือหน่วยงานใดก็ตามหากออกมาแถลงอย่างสิ้นท่าเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการฉีกหน้าตัวเองประจานคนทั้งโลก

หรือแม้แต่ ซีไอเอ ก็ยังออกมาแถลงในเรื่องการข่าวอย่างหลวมๆว่า ซีไอเอ ก็เคยได้รับรายงานว่าจะมีแผนก่อการร้ายครั้งนี้มาก่อนแล้ว แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะลงมือกันที่ใดหรือเมื่อใด ทราบเพียงแต่ว่าจะกระทําประมาณช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายนเท่านั้น ซึ่งการกล่าวเช่นนี้ภายหลังเหตุการณ์นั้นถือเป็นเพียงข้อแก้ตัวเท่านั้น

Hani Hanjour

ยังมีข้อมูลที่ชวนให้พิศวงอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องที่ เอฟบีไอ แถลงว่ากลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้มีการวางแผนกันมา 5 ปีแล้ว หากเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่า เอฟบีไอ ต้องมีการติดตามพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้มาตลอด 5 ปีเช่นกัน แต่กลับบอกว่าทั้ง 19 คนใช้ชีวิตกลมกลืนกับชาวอเมริกันทั่วไปจนไม่มีใครสงสัยในพฤติกรรมของพวกเขา นอกจากนี้ เอฟบีไอ ยังแถลงข้อมูลอีกชิ้นหนึ่งว่ามีสลัดอากาศบางคนได้ไปเข้าฝึกหัดการบินมาก่อนหน้าที่จะทําการจี้เครื่องบิน ชื่อ ฮานี ฮันเจอร์ (Hani Hanjour) ซึ่งถูกระบุว่าเป็นคนสังหารกัปตันเที่ยวบินที่ 77 และเป็นผู้ขับเครื่องโบอิง 757 พุ่งชนอาคารเพนตากอน ฮันเจอร์นั้นได้เคยฝึกบินกับเครื่องแบบเซสนา (Cessna) หรือเครื่องบินขนาดเล็กมาก่อนที่สนามบินเอกชนแห่งหนึ่งในรัฐแมรีแลนด์ และพยายามจะขอเช่าเครื่องเพื่อทําการบินด้วยตัวเองถึง 3 ครั้งในช่วงกลางเดือนสิงหาคม

แม้เขาจะมีใบอนุญาตขับเครื่องบินอย่างถูกต้อง แต่ทางสนามบินก็ไม่ให้เขาเช่า เนื่องจากมีกฎว่าเขาจะต้องบินทดสอบกับทางสนามบินให้ผ่านเสียก่อนจึงสามารถเช่าได้ แต่ฮันเจอร์ก็ไม่สามารถผ่านการทดสอบทั้ง 3 ครั้งได้ ทางผู้อํานวยการการบินจึงไม่ยอมให้เขาเช่าเครื่องบินขึ้นบินเดี่ยว และปฏิเสธการเช่าไป หลังจากนั้นแล้วฮันเจอร์ก็ไม่ได้กลับไปที่สนามบินแห่งนั้นอีกจนกระทั่งถึงวันก่อเหตุจี้เครื่องบินเที่ยวบินที่ 77 พุ่งชนอาคารเพนตากอนวันนั้น

นอกจากนี้ยังมีสลัดอากาศอีก 2 คน คือ โมฮัมเหม็ด อัตตา กับ มาร์วานัล อัล เชห์ฮี (Marwanal AL Shehhi) ทั้งสองมีประวัติการฝึกบินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่า ฮานี ฮันเจอร์ เสียอีก ทั้งสองเข้าเรียนการบินในโรงเรียนสอนการบินแห่งหนึ่งที่สนามบินนานาชาติ ซาราโซตา บราเดนตัน (Sarasota Bradenton International Airport) แต่ทางผู้ฝึกสอนไม่ยอมให้ผ่าน โดยให้ความเห็นว่าคนทั้งสองไม่มีความสามารถจะขึ้นบินได้อย่างเด็ดขาด เพราะฝีมือการบังคับเครื่องบินของพวกเขาถ้าหากจะเปรียบเทียบให้ชัดลงไปก็เหมือนกับตัวตลก 2 คนในหนังเรื่อง “ดัมบ์ แอนด์ ดัมเบอร์ (Dumb And Dumber)” พยายามคิดจะขับเครื่องบินมากกว่า

โมฮัมเหม็ด อัตตา นั้นถูกระบุว่าอยู่บนเที่ยวบินที่ 11 ส่วน มาร์วานัล อัล เชน์ฮี อยู่บนเที่ยวบินที่ 175 ทั้งสองลํานี้ได้พุ่งเข้าชนอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ทั้งสองอาคาร ซึ่งก็ไม่พบหลักฐานว่าทั้ง สองคนเป็นผู้ขับเครื่องบินขณะพุ่งชนจริงหรือไม่ ประเด็นนั้นไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการบินของสลัดอากาศเหล่านี้ แต่อยู่ที่ความหละหลวมในด้านการข่าวของทางการ เพราะบุคคลทั้ง 3 คนนี้มีลักษณะที่เป็นชาวตะวันออกกลางอย่างชัดเจน แม้ว่าในสหรัฐอเมริกาจะมีบุคคลลักษณะนี้อยู่มากมาย และเป็นประเทศเสรีที่ใครจะทําอะไรก็เป็นสิทธิของเขาก็ตาม แต่ด้านการข่าวจะต้องมีการตรวจสอบบุคคลลักษณะดังกล่าวนี้

โดยเฉพาะคนที่เข้าประเทศภายหลังเหตุการณ์ “สงครามอ่าว (Gulf War)” ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1900-91 ในสมัยของประธานาธิบดี จอร์จ บุช (George Bush) หรือ บุช ผู้พ่อที่เปิดศึกกับอิรักในสมัยปกครองของ ซัดดัม ฮุสเซน ครั้งแรก ซึ่งนับจากนั้นมาก็เกิดเหตุก่อการร้ายที่มุ่งทําลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯอย่างต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ ในจํานวนนั้นก็คือการวางระเบิดอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ครั้งแรกนั่นเอง และทราบกันด้วยว่าเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายชาวตะวันออก กลางที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม อัล เคดา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีการคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของผู้ที่เดินทางมาจากตะวันออกกลาง 

การออกมาสรุปได้ในทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายนว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม อัล เคดา จึง เท่ากับว่าต้องมีการเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของคนเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว แล้วจะไม่ทราบความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร การปล่อยให้บุคคลซึ่งมีลักษณะอย่าง โมฮัมเหม็ด อัตตา กับพวกไปทํากิจกรรมอันไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปเขาทํากัน อย่างเช่นการฝึกบินและเช่าเครื่องบิน โดยรอดหูรอดตาหน่วยงานข่าวกรองจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

นอกจากประเด็นชวนสงสัยในเรื่องข้อมูลทางฝ่ายกลุ่มก่อการร้ายแล้ว ความเคลื่อนไหวทางด้านทางการที่เกิดขึ้นในช่วงวันเกิดเหตุก็มีประเด็นชวนให้สงสัยด้วยเช่นกัน เช่นในเรื่องของการแจ้งข่าวสารสําคัญให้แก่ประชาชนได้ทราบ หรือการแถลงข่าวของทางการเพื่อจะให้ประชาชนหลีกเลี่ยงบริเวณดังกล่าว หรือเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินกับเหตุรุนแรงขนาดนี้ ซึ่งน่าจะประเมินได้แล้วว่าไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาอย่างแน่นอน แต่เจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมดกลับเกิดความรู้สึกเชื่องช้าไปพร้อมกันหรืออย่างไรจึงนิ่งกันไปหมด ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นหรือระดับท้องที่เท่านั้นที่วิ่งวุ่นกันไปมาและประกาศเตือนผู้คนเท่าที่ทําได้

ในระหว่างช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์เที่ยวบินที่ 11 ชนอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ อาคารแรกกับเที่ยวบินที่ 175 ซึ่งพุ่งเข้าชนอาคารที่สองนั้นห่างกันนาน 15 นาที ในเวลานั้นควรที่จะทราบแน่ชัดแล้วว่าเป็นการก่อการร้ายอย่างแน่นอน และยิ่งเมื่อเหตุการณ์เที่ยวบินที่ 77 พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอนเกิดขึ้นนั้น ระยะเวลาก็นานออกไปอีก 37 นาที รวมเวลาทั้งหมดแล้วก็นานเกือบชั่วโมง แต่ไม่มีใครออกมาแถลงข่าวใดๆเลย บรรดาผู้นําระดับสูงที่นั่งทํางานอยู่ทั้งอาคารเพนตากอน และทําเนียบขาวไม่มีใครคิดออกมาแถลงให้ประชาชนทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ปล่อยให้เกิดสุญญากาศไปเฉยๆร่วม 1 ชั่วโมงได้อย่างไร จนถึงกับมีการประชดประชันกันว่าคงมีเพียงในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเท่านั้นที่บุคคลระดับสูงของประเทศจะมีความตื่นตัวและฉับไวต่อเหตุการณ์ แต่โลกแห่งความเป็นจริงเมื่อเกิดเหตุวิกฤติขึ้น คนเหล่านี้กลับทําอะไรไม่ถูกหรืออย่างไร (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet