ระบบรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมหรือความจงใจเพิกเฉยกับเหตุการณ์ 9/11

9/11

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ค้านกับการไปเที่ยวคุยโม้โอ้อวดถึงระบบรักษาความปลอดภัยและการข่าวอันยอดเยี่ยมบ่อยครั้งของหน่วยงานความมั่นคงในประเทศยักษ์ใหญ่ประเทศนี้ เคยมีสารคดีของ “เนชั่นแนล จีโอกราฟิก (National Geographic)” ที่เสนอเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยของทั้งทําเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมหรือ เพนตากอน ที่อวดระบบรักษาความปลอดภัยอันแน่นหนาของทั้งสองแห่งว่า “แม้แต่กวางสักตัวก็ไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปวิ่งเล่นได้” และยังมีคําถามจากผู้ดําเนินรายการที่ถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยว่า ถ้าหากมีเครื่องบินล่วงล้ำเข้าไปใน เขตนั้นแล้วจะตัดสินใจอย่างไร จะยิงเครื่องบินนั้นทันทีหรือไม่ ก็ได้รับคําตอบว่าหน่วยรักษาความปลอดภัยได้รับคําสั่งให้เตรียมพร้อมไว้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถยิงเครื่องบินทุกลําให้ตกได้ในทันทีถ้าหากเครื่องบินลํานั้นไม่แจ้งวัตถุประสงค์หรือส่อพิรุธ แต่จากประวัติในการรักษาความปลอดภัยทําเนียบขาวนั้น เคยเกิดกรณีที่มีผู้พยายามจะขับเครื่องบินพุ่งชนทําเนียบขาวมาแล้วหลายครั้ง

ระบบรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมหรือความจงใจเพิกเฉยกับเหตุการณ์ 9/11

ระบบรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมหรือความจงใจเพิกเฉยกับเหตุการณ์ 9/11

ในปี ค.ศ. 1974 มีชายคนหนึ่งชื่อ ซามูเอล บิค (Samuel Byck) จี้เครื่องบินจากสนามบินนานาชาติในแมรีแลนด์หมายที่จะพุ่งชนทําเนียบขาวมาก่อนแล้ว เวลานั้นประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ดํารงตําแหน่งอยู่แต่ก็กระทําไม่สําเร็จ บิค สังหารเจ้าหน้าที่การบินและเจ้าหน้าที่ตํารวจไปแล้วหลายคนก่อนที่จะบังคับให้นักบินนําเครื่องบินขึ้น แต่ในที่สุดก็ถูกเจ้าหน้าที่ระดมกําลังเข้าสะกัดยิงที่ยางและปีกเครื่องบินจนไม่สามารถขึ้นบินได้

ในที่สุด บิค ก็ปลิดชีพตนเอง และมีอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 สมัยที่ บิลล์ คลินตัน (Biu Clinton) ดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีก็มีชายอีกคนชื่อว่า แฟรงค์ คอร์เดอร์ (Frank Corder) ขโมยเครื่องบินเล็กลําหนึ่งขับเข้าไปในทําเนียบขาวและพยายามพุ่งเข้าชนอาคารเช่นกัน แต่ในครั้งนี้เครื่องบินลําดังกล่าวสามารถหลุดรอดเข้าไปจนใกล้กับตัวอาคารได้โดยไม่มีการสกัดกั้นแต่อย่างใด

แต่ด้วยความผิดพลาดของนักบินเอง เครื่องบินจึงไปตกลงบนพื้นสนามหญ้าใกล้กับตัวอาคารจนนักบินเสียชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นั้นประธานาธิบดีคลินตันและครอบครัวจะไม่ได้รับอันตรายใดๆเพราะไม่ได้อยู่ที่ทําเนียบขาวในวันนั้นก็ตาม แต่เท่ากับเป็นการประจานระบบรักษาความปลอดภัยที่กวางสักตัวก็เข้าไปวิ่งในสนามไม่ได้แบบไหน ถึงทําให้เครื่องบินเกือบพุ่งชนอาคารทําเนียบขาวไปเสียแล้ว และยังมีผู้พยายามท้าทายระบบรักษาความปลอดภัยของทําเนียบขาวอีกหลายครั้งหลายหน ทั้งความพยายามบุกรุกฝ่าแนวรักษาความปลอดภัยของทําเนียบขาวเข้าไปอย่างไม่รู้สึกเกรงกลัว การขับรถพุ่งชนประตู จนถึงการยิงปืนเข้าไปบริเวณอาคาร เป็นต้น

เหตุการณ์เหล่านี้ทําให้เกิดความงุนงงกับระบบรักษาความปลอดภัยที่มักโอ้อวดว่ายอดเยี่ยมและทรงประสิทธิภาพของประเทศยักษ์ใหญ่ประเทศนี้อย่างมาก หรือว่าการจะมีประสิทธิภาพหรือไร้ประสิทธิภาพนั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาว่าเวลาใดควรเปิดตาและเวลาใดควรหลับตา

จากเรื่องต่างๆที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ จึงทําให้ชวนสงสัยว่าระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศนี้หละหลวมจริงหรือไม่หรืออาจจงใจเพิกเฉย จึงมีการตั้งคําถามขึ้นมากมายว่าเมื่อเกิดการจี้เครื่องบินพร้อมๆกันทีเดียวหลายลําเช่นนี้แล้ว เหตุใดจึงไม่สงสัยไว้ก่อนว่าจะต้องเป็นเหตุก่อการร้ายและควรมีคําสั่งให้เตรียมพร้อม ซึ่งในทันทีที่เที่ยวบินที่ 11 ชนอาคารหลังแรกแล้ว ก็น่าที่จะมีทั้งเครื่องบินขับไล่หรือเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินกันเต็มทั่วท้องฟ้าแล้ว

แต่ถ้าหากดูจากภาพข่าวของวันนั้นแล้วกลับไม่มีความตื่นตัวแต่อย่างใดเลย มีเพียงแต่รถดับเพลิง หน่วยกู้ภัย รถฉุกเฉิน และเฮลิคอปเตอร์ของนักข่าวเท่านั้นที่ตื่นตัว คล้ายกับเป็นเหตุเพลิงไหม้อาคารธรรมดาๆทั้งที่โดยรอบนิวยอร์กและ วอชิงตัน ดีซี นั้นมีหน่วยงานความมั่นคงทางอากาศรายล้อมอยู่มากมาย เช่น กองป้องกันภัยทางอากาศโอติส (Otis Air NationalGuard Base) ฐานทัพอากาศแลงลีย์ (Langley Air Force Base) หน่วยป้องกันภัยทางอากาศเขตตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast Air Defense Sector) หน่วยรักษาความปลอดภัยทางอากาศโทเรโด (Toledo’s Air Guard Base) นอกจากนี้ยังมีฐานทัพอากาศแอนดรูว์ส (Andrews Air Force Base) อีกด้วย

แต่หน่วยงานเหล่านี้ก็คล้ายพร้อมใจกันเฉื่อยไปหมด ไม่มีความตื่นตัวในการรักษาความมั่นคงเท่าที่ควรนักทั้งที่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน มีแต่เพียงหน่วยกู้ภัยนิวยอร์กเท่านั้นที่ตื่นตัว หรือแม้แต่เครื่องบินขับไล่ที่ถูกส่งขึ้นไปค้นหาก็ไม่ทราบว่าขึ้นบินแล้วหายไปไหนกันหมด แสดงให้เห็นถึงความหละหลวมของระบบรักษาความปลอดภัยและแผนรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไร้ประสิทธิภาพของ ประเทศที่ได้ชื่อว่ามีเทคโนโลยีทางด้านความปลอดภัยและความมั่นคงที่สูงที่สุดในโลกหรือไม่ เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริงกลับปล่อยให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาลเช่นนั้นได้อย่างไร

แต่แทนที่จะมีคําตอบให้กับข้อสงสัยเหล่านี้ ผู้นําประเทศกลับชิงเบี่ยงเบนประเด็นเล่นบทพระเอก ขึ้นก่อนโดยอาศัยความโกรธแค้นของประชาชนช่วงเวลานั้นชนิดที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ประกาศจะล้างแค้นผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนั้นให้ได้ จนทําให้คนทั้งประเทศลืมความผิดของผู้ที่ควรที่จะรับผิดชอบด้านรักษาความปลอดภัยของประเทศซึ่งปล่อยปละให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงนี้ขึ้น เหตุการณ์ทั้งหมดจึงถูกหักมุมไปในทันที

แต่พอเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปและผู้คนเริ่มกลับมามีสติ คําถามต่างๆจึงค่อยพรั่งพรูออกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วใครควรจะรับผิดชอบ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะเหตุการณ์บานปลายถึงขั้นเกิดสงครามถล่มอัฟกานิสถานจนชาวอัฟกานิสถานมากมายต้องสูญเสียชีวิตและบ้านแตกสาแหรกขาดมากกว่าชาวอเมริกันหลายเท่านัก ทั้งที่ผู้ซึ่งควรจะรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็คือผู้บังคับบัญชาสูงสุด และเป็นผู้กุมนโยบายของประเทศที่ไปสร้างความโกรธแค้นให้แก่คนอื่นจนก่อศัตรูไว้มากมายด้วยนโยบายต่างประเทศแบบเชิงรุกของตน

ทําให้ศัตรูเหล่านั้นพุ่งเป้ามาโจมตีตนถึงในบ้านได้สําเร็จเช่นนี้ รวมไปถึงพวกที่รับลูกรับนโยบายไปทํา และรับผลประโยชน์จากนโยบายนั้นไปเต็มๆด้วย คนเหล่านี้ก็ควรรับผิดชอบและถูกประณามมากกว่าไปโทษคนอื่น โทษคนที่ตัวไปหาเรื่องเขา สร้างความโกรธแค้นให้เขา จนเข้ามาทําลายบ้านของตน แล้วตนก็ขนปืนกลับไปยิงใส่บ้านเขาด้วยความโกรธแค้นอีก

ปัญหาไม่มีวันจบสิ้น มีแต่จะบานปลายออกไปเรื่อยๆ ล้างแค้นกันไปล้างแค้นกันมา บาดแผลก็ยิ่งลุกลามกว้างออกไปเรื่อยๆจนยากที่จะรักษาให้หายได้ มีแต่จะอักเสบจนติดเชื้อรุนแรงรอวันตายเท่านั้น นี่คือตัวอย่างของการแก้ปัญหาอย่างคนไร้สติ ไม่ใช่วิธีการซึ่งอารยชนควรกระทํากัน แต่ “สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น” เรื่องทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องนักเลงตีกันแบบที่เราเห็นเท่านั้น มันอาจมีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้บทละครที่แสดงออกมาให้ชมกันก็เป็นได้

ประเด็นการตกของเที่ยวบินที่ 93 ในเพนน์ซิลเวเนีย

ประเด็นการตกของเที่ยวบินที่ 93 ในเพนน์ซิลเวเนีย

นอกจากประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวแล้วยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจซึ่งมีการถกเถียงกันมากหลังจากที่เหตุการณ์ 11 กันยายนได้ผ่านพ้นมาระยะหนึ่งแล้ว นั่นคือกรณีการตกของเที่ยวบินที่ 93 ในเพนน์ซิลเวเนีย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงกันน้อยที่สุด เนื่องจากเที่ยวบินนี้ไม่ได้บินพุ่งชนอาคารใดๆ แต่เกิดตกลงก่อนที่จะบรรลุภารกิของกลุ่มก่อการร้ายที่สันนิษฐานว่าจุดหมายปลายทางของเที่ยวบินนี้น่าจะเป็นการพุ่งชนอาคารใดอาคารหนึ่งระหว่างทําเนียบขาวกับอาคารรัฐสภาสหรัฐฯในวอชิงตัน ดีซี เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์สําคัญของสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

กรณีของเที่ยวบินที่ 93 นี้ที่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากก็คือเที่ยวบินนี้ตกลงมาเองหรือถูกยิงตก กรณีนี้เป็นกรณีเดียวซึ่งมีพยานที่เป็นญาติมิตรของผู้โดยสารบนเครื่องสามารถโทรศัพท์ลงมาเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนเที่ยวบินนั้นได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยมีผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งโทรลงมาเล่าให้สามีของเธอฟังว่าในขณะที่มีการจี้เครื่องบินอยู่นั้น ผู้โดยสารบนเครื่องต่างกําลังตกลงกันอยู่ว่าจะทําอย่างใดอย่างหนึ่งกับสลัดอากาศพวกนี้ดี แต่ตอนนั้นบนเครื่องบินยังไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของสลัดอากาศนัก จนเมื่อสามีของเธอบอกว่ามีการขับเครื่องบินชนอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ไปแล้ว คนบนเครื่องจึงตัดสินใจที่จะจัดการกับสลัดอากาศจนเกิดการต่อสู้กันขึ้น ซึ่งในขณะที่ต่อสู้กันอยู่นั้นนักบินของเที่ยวบินที่ 93 ได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยผู้ขับเครื่องบินอยู่นั้นเป็นหนึ่งในสลัดอากาศ แต่แล้วเครื่องบินก็ตกลงที่แชงค์สวิลล์ เพนน์ซิลเวเนีย ก่อนที่สลัดอากาศจะบรรลุเป้าหมายโดยไม่มีใครทราบว่าเป้าหมายของสลัดอากาศที่จี้เที่ยวบินเที่ยวนี้อยู่ที่ใดกันแน่

ในภายหลังจากที่เที่ยวบินที่ 93 ตกลงแล้ว ผู้สื่อข่าวก็ได้ไปซักถามพยานผู้เห็นเหตุการณ์ก่อนที่เครื่องบินจะตกหลายคน ซึ่งกล่าวตรงกันว่าพวกเขาเห็นเครื่องบินขับไล่หลายลําบินอยู่ใกล้ๆกับเที่ยวบินที่ 93 กระทั่งก่อนที่เครื่องจะตกนั้นพวกเขาได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นก่อนอีกด้วย จึงเป็นได้ว่าเครื่องบินอาจถูกยิงตก โดยมีผู้พบชิ้นส่วนของเครื่องบินบางชิ้นตกอยู่ห่างจากจุดตกไกลออกไปหลายไมล์เลยทีเดียว ลักษณะเช่นนี้สันนิษฐานว่าน่าจะถูกยิงตกมากกว่าจะตกลงมาเอง นอกจากนี้ยังมีการพบกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารบางคนตกอยู่ในแอ่งน้ำที่อยู่ห่างจากจุดตกหลายไมล์ด้วยเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้อาจมีน้ำหนักพอเชื่อได้ว่ามีการยิงเครื่องบินให้ระเบิดก่อนก็เป็นได้ และสาเหตุที่ต้องยิงให้ตกเสียก่อนน่าจะเป็นไปได้ว่าเพื่อเป็นการสะกัดไม่ให้เครื่องบินลําดังกล่าวพุ่งเข้าชนอาคารที่คาดว่าเป็นเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นทําเนียบขาวหรืออาคารรัฐสภาก็ตาม ตามแผนรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาที่คุยไว้ เที่ยวบินนี้จึงเป็นกรณีเดียวที่สามารถเตรียมการสกัดเอาไว้ได้ก่อนที่ผู้ก่อการร้ายจะกระทําการใดๆได้สําเร็จ ซึ่งถือเป็นกรณีที่สยดสยองอย่างมากสําหรับแผนรักษาความปลอดภัย ในระดับยิ่งยวดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ แต่ก็ดูจะช้าเกินไปหรือไม่กว่าที่จะนําแผนอันน่าสยดสยองนั้นมาแลกได้ ก็ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายสามารถบรรลุเป้าหมายของตนไปแล้วถึง 3 แห่ง

ต่อข้อสงสัยในประเด็นที่ว่าเรื่องนี้จะมีการจงใจปกปิดข่าวทั้งที่มีการทราบมาก่อนแล้วหรือไม่นั้น มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องและพูดถึงกันอย่างมากภายหลังด้วยเช่นกันว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ขึ้น 1 วันนั้น มีข่าวลือแพร่ไปทั่วสํานักงานต่างๆในอาคาร เตือนคนที่ทํางานอยู่ในสํานักงานเหล่านั้นว่าอย่ามาทํางานในวันรุ่งขึ้น ให้ลาหยุดหรือลาพักร้อนเสีย ส่วนผู้ที่มีกิจธุระซึ่งจะต้องมาติดต่องานกับอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ นั้นก็มีคําเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปนั่นในวันนั้นเช่นกัน ข่าวนี้หากเป็นจริงก็แสดงว่าจะต้องมีคนในที่ระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อนแล้วหรืออย่างไร หรือกลุ่มก่อการร้ายทําข่าวรั่วเอง แล้วเหตุใดผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ จึงทราบ แต่หน่วยงานด้านข่าวกรองของทางการกลับไม่ทราบ

นอกจากนี้ยังมีการพูดกันหนาหูด้วยว่าหนึ่งในผู้ที่ได้รับคําเตือนไม่ให้เดินทางไปที่นั่นในวันเกิดเหตุนั้นมีน้องชายของบุคคลระดับต้นๆในรัฐบาลผู้หนึ่งรวมอยู่ด้วย และบุคคลผู้นี้จะต้องไปประชุมที่อาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ในวันนั้นด้วยเช่นกัน แต่บุคคลผู้นั้นกลับรอดชีวิตเพราะไม่ได้เดินทางไปที่นั่นในวันนั้น ความน่าสงสัยยังเกิดขึ้นในกรณีที่มีผู้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในวันนั้นอย่างน่าฉงน จึงได้มีการเทขายหุ้นล็อตใหญ่ของ อเมริกัน แอร์ไลน์ส และ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส สายการบินที่ถูกจี้ทั้งสองออกมาอย่างน่าประหลาด คล้ายกับมีคนที่รู้ข้อมูลภายในก่อนแล้วหรืออย่างไรว่าหุ้นของทั้งสองสายการบินจะตก ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ใน วันนั้นขึ้นแล้ว ไม่เพียงหุ้นของสายการบินทั้งสองจะร่วงอย่างแรงเท่านั้น หุ้นทั้งกระดานก็พลอยร่วงลงไปตามๆกันด้วย

หากข้อสงสัยเหล่านี้มีมูลความความจริง จะไม่มีใครคิดไปถึงเลยหรือว่าการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นจะสร้างความเสียหายอย่างมากมายมหาศาลเช่นนี้ หากข้อสมมติฐานนี้เป็นจริง ก็อาจเป็นไปได้ว่าอาจมีการประเมินถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่ำเกินไป โดยไม่คิดว่าเหตุการณ์จะลุกลามบานปลายไปไกลเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายเท่าก็เป็นได้ ถ้าทดลองจําลองวิธีคิดว่าหากมีการประเมินความเสียหายของการที่เครื่องบินลําหนึ่งจะพุ่งชนอาคาร เขาจะให้หลักอะไรในการประเมิน หากไม่ใช่เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ย้อนไปในเหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนอาคารสูงที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งทั้งในนิวยอร์กหรือในเมืองอื่นๆแล้วก็ไม่เคยมีความเสียหายถึงขั้นที่อาคารทั้งหลังจะทรุดถล่มลงมาทั้งอาคารอย่างเช่นกรณีเวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ เนื่องจากอาคารสูงส่วนใหญ่มักจะเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างแข็งแรง และเท่าที่เคยเกิดขึ้นก็ไม่เคยมีเครื่องบินขนาดใหญ่อย่างเช่น โบอิง บินพุ่งชนอาคารเกิดขึ้นมาก่อน และไม่เคยมีการบินพุ่งชนอาคารที่มีลักษณะโครงสร้างสมัยใหม่อย่างเช่นอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ มาก่อนเช่นกัน และจากการที่ยังไม่เคยมีเหตุการณ์หนักขนาดนี้เกิดขึ้นมาก่อน การคาดการณ์ถึงผลเสียหายขนาดนี้จึงเป็นสิ่งที่เกินจินตนาการ

ถ้าหากจะนําเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาใช้ในการประเมินความเสียหายนั้น มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ใกล้เคียงกันก็คือการที่เครื่องบินลําหนึ่งพุ่งเข้าชนอาคาร เอ็มไพร์ สเตท (Empire State) ในปี ค.ศ. 1945 แต่ครั้งนั้นเป็นการพุ่งชนของเครื่องบินขนาดเล็กไม่ใช่โบอิง ซึ่งเปรียบไม่ได้เลยกับการพุ่งชนอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ในครั้งนี้ เพราะไม่เพียงแต่ขนาดเครื่องบินจะต่างกันแล้ว ลักษณะของโครงสร้างอาคารทั้งสองหลังก็ยังแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย อาคาร เอ็มไพร์ สเตท นั้นมีลักษณะโครงสร้างแบบเก่าซึ่งมีความแข็งแรงแต่ก็มีน้ำหนักมหาศาล

ต่างจากอาคาร เวิร์ลดเทรด  เซ็นเตอร์ ที่เป็นอาคารสมัยใหม่ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอาคารต่างก็ออกมาให้ความเห็นตรงกันว่าอาคารนี้ถึงแม้จะดูลักษณะภายนอกว่าเป็นอาคารที่แข็งแกร่งบึกบึน แต่ความจริงแล้วมันอ่อนไหวมาก ซึ่งก็เป็นจุดประสงค์ของผู้ออกแบบที่ต้องการให้อาคารที่มีความสูงขนาดนั้นมีน้ำหนักไม่กดทับมากจนเกินไปซึ่งเสียงต่อการทรุดถล่ม แต่ผู้ออกแบบไม่ได้ออกแบบเพื่อให้เครื่องบินที่บรรทุกเชื้อเพลิงจํานวนมหาศาลอย่างเครื่องโบอิงพุ่งชนจนเกิดระเบิดขึ้น ซึ่งความร้อนที่เกิดจากเชื้อเพลิงจํานวนมากมายและลุกโชติช่วงเป็นเวลานานนี้เองที่เป็นตัวการทําลายโครงสร้างของอาคารให้เกิดการอ่อนยวบลงจนทรุดถล่มทั้งอาคารได้อย่างง่ายดาย

ลักษณะโครงสร้างของอาคาร เวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ ทั้ง 2 อาคารนั้นถูกออกแบบมาให้มีการยึดโยงกันทั่วทั้งอาคารด้วยโครงเหล็กคล้ายเครือข่ายใยแมงมุม เพื่อให้อาคารสูงใหญ่สามารถต้านทานแรงลมหรือแรงสั่นสะเทือนได้ดี ไม่ได้ใช้คอนกรีตเสริมเหล็กทั้งอาคารอย่างเช่นอาคารสูงทั่วๆไป อาคารที่ตั้งเด่นแลดูแข็งแรงทั้งอาคารนั้นยืนอยู่ได้ด้วยแกนหลักของอาคารเพียงแกนเดียวตั้งอยู่ตรงกลาง ทําหน้าที่รับน้ำหนักและเป็นที่เกาะเกี่ยวของโครงข่ายใยแมงมุมซึ่งทําด้วยโลหะยึดโยงทั่วอาคาร แกนหลักที่ว่ายังถูกใช้เป็นปล่องลิฟต์กลางอาคารที่ทอดยาวจากชั้นล่างขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดอีกด้วย

เมื่อเครื่องบินทั้ง 2 ลําพุ่งเข้าชนอาคารทั้ง 2 หลัง มันได้พุ่งทะลวงเข้าไปจนถึงบริเวณปล่องลิฟต์และแกนกลางดังกล่าว แรงระเบิดบวกกับน้ำมันจํานวนมหาศาลได้ทําให้เกิดเพลิงเผาผลาญบริเวณนั้นเป็นเวลานาน ในที่สุดมันก็เผาแกนเหล็กนั้นจนหลอมละลาย รวมไปถึงโครงเหล็กอื่นๆที่ยึดโยงอยู่ด้วย เมื่อพื้นคอนกรีตไม่มีตัวรับน้ำหนักอีกต่อไปจึงทรุดฮวบลง โดยเริ่มจากชั้นที่ถูกเผาผลาญแล้วถล่มทับลงมาแบบชั้นต่อชั้น จากชั้นบนจนถึงชั้นล่าง จนกองราบลงมากับพื้นดังที่เราเห็นกันในภาพข่าวว่าตัวอาคารค่อยๆถล่มทรุดลงมาเรื่อยๆ คล้ายภูเขาทั้งลูกทรุดถล่มลงมาอย่างไรอย่างนั้น (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet