เบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ว่าด้วยการเมืองและผลประโยชน์ข้ามประเทศ

เบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ว่าด้วยการเมืองและผลประโยชน์ข้ามประเทศ

กลับมาที่เรื่องของผลจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ครั้งนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดบ้าง หากดูจากเหตุการณ์ต่อมาที่สหรัฐอเมริกาใช้โอกาสนี้ถล่มกลุ่มตาลีบัน และ อัล เคดา ในอัฟกานิสถานจนต้องหนีอย่างกระเจิดกระเจิงแล้ว ประโยชน์คงไม่เกิดกับคนทั้งสองกลุ่มนี้อย่างแน่นอน ถ้าหากมีก็คงเป็นเพียงความสะใจในช่วงเวลาสั้นๆที่สามารถโจมตีผลประโยชน์ของศัตรูได้เท่านั้น แต่ฝ่ายซึ่งได้อย่างมากจากเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็นฝ่ายที่ถูกโจมตีมากกว่า เพราะนอกจากจะสามารถเรียกร้องความชอบธรรมในการถล่มศัตรูจนราบคาบได้แล้ว ผลประโยชน์อื่นๆก็เรียงหน้าเข้ามาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

เบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ว่าด้วยการเมืองและผลประโยชน์ข้ามประเทศ

เบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ว่าด้วยการเมืองและผลประโยชน์ข้ามประเทศ

สําหรับสิ่งที่สงสัยกันมากว่าเหตุใดประธานาธิบดีบุชจึงได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศอัฟกานิสถานในทันที่คล้ายเขียนบทรอไว้ล่วงหน้าแล้ว เรื่องนี้มีผู้ออกมาไขประเด็นนี้ว่ามันเกี่ยวธุรกิจพลังงานที่กลุ่มทุนใหญ่ในสหรัฐอเมริกามีความเกี่ยวพันอยู่นั่นเอง ซึ่งตระกูลบุชของประธานาธิบดีบุชก็อยู่ในธุรกิจนี้ ด้วย อย่างที่ทราบกันว่ากลุ่มธุรกิจพลังงานในสหรัฐอเมริกานั้นนับเป็นกลุ่มที่เข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมากในสหรัฐฯมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นั้น

นักการเมืองมากมายหลายตระกูลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทพลังงานของสหรัฐฯมากมายหลายบริษัท และสหรัฐอเมริกานับเป็นประเทศหนึ่งที่มีธุรกิจประเภทนี้อยู่ในอันดับต้นๆของโลกด้วย นอกจากนี้ก็ยัง เป็นประเทศที่มีความต้องการการใช้พลังงานมากเป็นอันดับต้นๆของโลกด้วยเช่นกัน จึงต้องมีการขยายฐานธุรกิจทางด้านนี้ออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าฐานการผลิตเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งใครๆก็ทราบดีว่าแหล่งน้ำมันที่สมบูรณ์ที่สุดนั้นอยู่ในตะวันออกกลาง

แม้ว่าในปัจจุบันเริ่มมีข้อมูลชัดเจนมากขึ้นว่าแหล่งน้ำมันนี้อาจถูกสูบมาจนใกล้หมดเต็มที่แล้วก็ตาม แต่เมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านี้ บริเวณนี้ก็ยังคงเป็นแหล่งเดียวในโลกที่ผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลกได้มากที่สุด ซึ่งก่อนหน้าที่สหรัฐฯจะบุกอัฟกานิสถานนั้น มีกระแสข่าวว่าได้มีนักธุรกิจด้านพลังงานชาว สหรัฐฯกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะเข้าไปเจรจากับรัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถานเพื่อขอเดินท่อส่งน้ำมันข้ามประเทศนี้แต่ก็ไม่เป็นผล ซึ่งผู้ที่เข้าไปเจรจาเรื่องนี้ก็เป็นบุคคลในแวดวงการเมืองระดับสูงของสหรัฐฯนั่นเอง เมื่อการเจรจารอบแรกไม่สําเร็จ จึงมีการเชิญตัวแทนของตาลีบันเดินทางไปคุยกันต่ออีกรอบที่ วอชิงตัน ดีซี ในเวลาต่อมาอีกด้วย

แต่การเจรจาครั้งที่สองก็ยังคงไม่สามารถตกลงกันได้อีกเช่นเดิม อันที่จริงแล้วเรื่องนี้เคยเป็นข่าวที่สื่อมวลชนในสหรัฐฯสนใจและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายนขึ้นทุกฝ่ายต่างก็หลงลืมเรื่องนี้กันไปจนหมดสิ้นแม้แต่สื่อมวลชนที่เคยเกาะติดเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมาก่อน เนื่องจากเวลานั้นทุกคนต่างเกิดความโกรธแค้น ประชาชนทั่วทั้งสหรัฐฯให้ความสนใจเหตุการณ์นี้มากกว่าเรื่องใดๆ

กระทั่งมีประกาศิตจากประธานาธิบดีบุชที่จะยกทัพบุกอัฟกานิสถานเพื่อที่จะปราบปราม อัล เคดา และตาลีบัน คนส่วนใหญ่ก็ให้การสนับสนุนโดยไม่จําเป็นต้องมีข้อสงสัยใดๆอีก แต่เมื่อสามารถขับไล่ทั้ง อัล เคดา และ ตาลีบัน ออกจากอัฟกานิสถานจนสําเร็จแล้วนั่นเอง เรื่องนี้จึงกลับมาเป็นที่สนใจใหม่อีกครั้งหนึ่ง และเริ่มมีข้อสงสัยกันขึ้นว่าเรื่องของท่อส่งน้ำมันในอัฟกานิสถานจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงหรือไม่ จนเมื่อสหรัฐฯตามไปบุกอิรักเป็นแห่งต่อมาอย่างเร่งรีบโดยอ้างเรื่องอาวุธร้ายแรงทั้งที่คณะทํางานของสหประชาชาติยังไม่มีการตรวจพบแต่อย่างใด เรื่องนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะแหล่งน้ำมันในอิรักถือเป็นแหล่งใหญ่ของโลกแหล่งหนึ่งนั่นเอง

ความน่าคลุมเครือของเหตุการณ์ต่างๆซึ่งเกิดขึ้นสืบเนื่องจากกรณี 11 กันยายนครั้งนั้น ยิ่งถูกร่อนออกมาจนชัดเจนมากขึ้นไปอีกเมื่อหมดสมัยของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช แล้ว และเข้าสู่ยุคสมัยของประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama) แม้ว่าสหรัฐฯจะสามารถโค่นล้มอํานาจของ ซัดดัม ฮุสเซน ลงได้สําเร็จแล้ว แต่สงครามในอิรักก็ยังคงไม่สิ้นสุด และดูท่าว่าจะไม่มีวันสิ้นสุดลงได้เมื่อเกิดกลุ่มก่อการร้ายใหม่ๆขึ้น

แต่นับจากวันที่ประธานาธิบดีบุชกล่าวหาอิรักในสมัย ซัดดัม ฮุสเซน ว่ามีการสะสมอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธร้ายแรงอันเป็นข้ออ้างที่ทําให้สหรัฐฯบุกถล่มอิรักตั้งแต่ครั้งนั้นโดยไม่ฟังเสียงใครจนกระทั่งกําจัด ซัดดัม ฮุสเซน ไปได้ มาถึงวันนี้นับเป็นเวลา 14 ปี (สงครามอิรักเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 2003) ไม่มีการพบอาวุธร้ายแรงอย่างที่ประธานาธิบดีบุช อ้างไว้แต่อย่างใด

สิ่งนี้นํามาซึ่งข้อสงสัยกันว่าประธานาธิบดีบุชได้ข้อมูลมาจากไหน จึงเชื่อว่าอิรักมีการสะสมอาวุธร้ายแรงเช่นนั้นจนไม่ยอมฟังเสียงใคร ผู้ที่ออกมาสารภาพผิดในเรื่องนี้เป็นคนแรกก็คืออดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โทนี แบลร์ (Tony Blair) ที่เป็นพันธมิตรสําคัญร่วมกับสหรัฐอเมริกาบุกโจมตีอิรัก ซึ่งเมื่อภายหลังจากที่แบลร์ลงจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวยอมรับว่าการตัดสินใจบุกอิรักครั้งนั้นเป็นความผิดพลาด และยังยอมรับด้วยว่าไม่มีการพบหลักฐานใดๆที่บ่งชี้ได้ว่า ซัดดัม ฮุสเซน และอิรักมีการผลิตอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด

เมื่อพันธมิตรสําคัญออกมาสารภาพเช่นนี้ ทางรัฐสภาสหรัฐฯจึงได้มีการสอบสวนเรื่องนี้เช่นกัน จนในที่สุดก็ได้มีการสรุปว่าข้อมูลที่ประธานาธิบดีบุชนํามาใช้อ้างในการบุกถล่มอิรักครั้งนั้น “เป็นข้อมูลปลอม” เมื่อเป็นเช่นนี้ ประธานาธิบดีบุชก็โทษไปที่ซีไอเอว่าเป็นผู้ส่งข้อมูลปลอมเหล่านั้นให้ จึง เป็นอันว่าภารกิจทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้ข้อมูลปลอมที่ใครก็ไม่รู้ส่งมาให้กับผู้บริหารระดับสูงของประเทศ และผู้บริหารระดับสูงก็ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นให้ถี่ถ้วนดีพอ สั่งกดปุ่มสงครามจนเกิดความวุ่นวายไปทั่ว

จนนับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถจะปิดเกมที่ตนก่อขึ้นมาได้ และยังมีแต่จะขยายบานปลายออกไปเรื่อยๆอีกไม่สิ้นสุด จนประชาชนในพื้นที่ที่เกิดสงครามต้องสูญเสียทั้งชีวิต ทั้งทรัพย์สิน ทั้งทรัพยากรต่างๆลงไปมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่มีทางเรียกกลับคืนได้เช่นนี้มาจากข้อมูลปลอมที่ขาดการตรวจสอบให้ดีพอได้อย่างไร แต่คนสั่งกลับลอยนวลไปโดยให้คําตอบเพียงว่าตนถูกหลอก และแทนที่เรื่องนี้จะมีการจัดการหาคนมารับผิดชอบต่อไป ก็กลับเงียบหายไปจนถึงทุกวันนี้โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบทั้งสิ้นกับการใช้ข้อมูลปลอมข้อมูลเท็จเหล่านั้นไปสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศอื่นทั้งประเทศ

แล้วพวกที่ได้รับประโยชน์จากสงครามที่เกิดขึ้นอีกทั้งพวกบริษัทค้าขายอาวุธ บริษัทรับเหมาต่างๆซึ่งเข้าไปรับเหมาฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค ฟื้นฟูอาคารสถานที่ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม รวมถึงพวกที่เข้าไปรับสัมปทานบ่อน้ำมันของอิรัก คนเหล่านี้ต่างได้รับประโยชน์กันถ้วนหน้าก็รับทรัพย์กันต่อไป แต่ประชาชนชาวอิรักที่บ้านแตกสาแหรกขาดได้รับเพียงแค่ความช่วยเหลือไปตามบุญตามกรรม คงต้องโทษความโชคร้ายของคนเหล่านั้นเองที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้โดยไม่สามารถเอาเรื่องเอาราวกับใครได้

จะเห็นได้ว่าเรื่องราวต่างๆที่มีเรื่องของการเมืองและผลประโยชน์ข้ามประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องซึ่งประเทศมหาอํานาจเล่นกันอยู่นั้นมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างมากเพียงใด ไม่ใช่เรื่องที่เราจะใช้มุมมองแบบปกติเพียงแค่เชิงเดียวเพื่อให้เข้าใจว่าพวกเขากําลังเล่นอะไรกันอยู่ จนทุกวันนี้ปัญหาทางด้านตะวันออกกลางก็ยังคงคาราคาซังอยู่ กลุ่ม อัล เคดา และกลุ่มตาลีบัน ก็ยังไม่หมดสิ้นไปตามเป้าหมายที่สหรัฐอเมริกาวางไว้แม้จะสิ้น โอซามา บิน ลาเดน ไปแล้วก็ตาม

เหตุการณ์อาหรับสปริง (Arab Spring)

Arab Spring

แต่สหรัฐอเมริกาก็กลับเบนเป้าหมายใหม่ไปยังการสกัดกั้นการก่อตั้งรัฐอิสลาม โดยมีตัวละครใหม่ขึ้นมาเป็นเป้าก็คืออิหร่านที่สหรัฐฯอ้างว่าให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายตามประเทศต่างๆในภูมิภาคนั้น โดยเฉพาะ การใช้ข้ออ้างเก่าๆเหมือนกับเปิดเทปซ้ําๆว่าอิหร่านอาจมีแนวโน้มว่ากําลังมีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และสหรัฐฯก็ใช้วิธีเก่าๆอีกที่เข้าไปสนับสนุนให้เกิดกลุ่มกบฏลุกขึ้นโค่นล้มรัฐบาลของประเทศที่ไม่ยอมขึ้นกับสหรัฐอเมริกา หรือประเทศที่ภักดีต่อรัฐบาลที่เป็นศัตรูของสหรัฐฯ

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ “อาหรับสปริง (Arab Spring)” ที่ประเทศกลุ่มอาหรับเกิดการลุกฮือขึ้นของประชาชนเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของประเทศนั้นๆลุกลามไปที่ละประเทศๆ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นประเทศที่อยู่ตรงข้ามกับสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น โดยเริ่มจากตูนีเซีย อียิปต์ เยเมน ลิเบีย จนถึงซีเรีย ที่กําลังเป็นประเทศบ้านแตกสาแหรกขาดไปอีกประเทศหนึ่งจากสงครามที่ไม่มีวันจะสิ้นสุดนี้ ซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้าไปสนับสนุนกลุ่มกบฏอย่างเปิดเผย แต่ก็มีอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นตัวแปรสําคัญ และยังนับเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวอย่างน่าหวาดวิตกที่สุดในปัจจุบัน เหนือกว่ากลุ่ม อัล เคดา และตาลีบัน อย่างมาก

เนื่องจากมีเครือข่ายที่ใหญ่โตและแพร่กระจายแทรกซึมไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แม้แต่ในยุโรปหลายๆประเทศ และมีแนวโน้มว่าไม่สามารถหยุดการเจริญเติบโตของคนกลุ่มนี้ได้กลุ่มก็คือกลุ่มไอเอส หรือ ไอซิส ซึ่งอันที่จริงการเกิดกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ขึ้นก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับกลุ่ม อัล เคดา ที่ถูกสร้างขึ้นโดยซีไอเอของสหรัฐฯเพื่อใช้ให้เข้าไปทําลายฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง แต่ต่อมากลับควบคุมไม่ได้แล้วหันมาแว้งกัดตัวเอง

เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ก็คือวังวนเดิมๆซึ่งเกิดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนโยบายของประเทศมหาอํานาจที่คิดว่าตนสามารถเป็นผู้ปกครองโลกได้ จึงต้องการให้โลกเดินไปตามแถวตามแนวที่ตนวางไว้แต่กลับจมอยู่กับโจทย์ของตัวเองที่สร้างขึ้นมาแต่ไม่สามารถตีแตกสักที คล้ายกับลิงแก้แหที่ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง เพราะโจทย์ที่ตนสร้างขึ้นนั้นมันยากเกินไป จนแม้แต่ตัวเองซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งโจทย์ขึ้นเอง พอแก้ไปแก้มาก็กลับลืมโจทย์ของตัวเองไปในที่สุด แล้วมานั่งงงว่าคิดขึ้นมาได้อย่างไร จนทําให้โลกเกิดความปั่นป่วนกันทั่วไปจากโจทย์ที่แก้ไม่ได้นี้ ทุกวันนี้คนทั่วโลกบางส่วนเริ่มจะกลับมาสงสัยกันแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายก่อการร้าย เพราะผู้ที่ทําตัวเป็นตํารวจโลกเที่ยวชี้เป็นชี้ตายใคร ในที่สุดกลับกลายเป็นผู้ร้ายเสียเองด้วยพฤติกรรมก่อเรื่องไม่หยุด จนใครๆเริ่มพูดว่าถ้าอยู่เฉยๆเสียบ้างโลกก็คงอยู่กันอย่างสงบสุขได้เสียที

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet