กรณีชู้สาวแห่งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดี Bill Clinton กับ Monica Lewinsky

กรณีชู้สาวแห่งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดี Bill Clinton กับ Monica Lewinsky

กล่าวถึงกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับบุคคลระดับสูงสุดของประเทศแล้ว คงไม่มีกรณีใดอีกแล้วที่จะโด่งดัง คาวคลุ้ง และอยู่ในความสนใจของคนทั่วทั้งโลกที่ต่างเฝ้าจับจ้องดูผลลงเอยว่าจะออกมาเป็นอย่างไรได้เท่ากับกรณีชู้สาวแห่งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 42 บิลล์ คลินตัน (Bill Clinton) กับสาวฝึกหัดงานในทําเนียบขาวนาม โมนิกา ลิววินสกี (Monica Lewinsky) จากกรณีนี้ถึงกับทําให้ประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน แทบล้มทั้งยืน เพราะเกือบจะต้องสูญเสียตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯของเขาไป เมื่อรัฐสภาสหรัฐฯได้นําเรื่องนี้ขึ้นพิจารณาจนถึงขั้นมีการลงมติ “ถอดถอน (Impeachment)” ออกจากตําแหน่งประธานาธิบดีในความผิดด้านจริยธรรมที่ เขาได้ให้การเท็จหลังจากที่ให้คําปฏิญาณต่อหน้าศาลสถิตยุติธรรมแล้ว จากการปฏิเสธว่าเขาไม่มีสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางสาว โมนิกา ลิววินสกี แต่อย่างใด

แต่จากหลักฐานต่างๆซึ่งที่ปรึกษากฎหมายอิสระ เคนเน็ธ สตาร์ร (Kenneth Starr) บันทึกลงในรายงานความหนา 453 หน้าที่ส่งให้รัฐสภาสหรัฐฯพิจารณานั้นมีความชัดเจนอย่างมากจนทําให้สมาชิกสภาส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่า บิลล์ คลินตัน ได้มีสัมพันธ์ทางเพศที่ลึกซึ้งกับสาวฝึกหัดงาน โมนิกา ลิววินสกี ซึ่งภายหลังได้เป็นลูกจ้างในทําเนียบขาวจริง แม้ว่าผลลงคะแนนถอดถอนในภายหลังนั้น ฝ่ายที่ให้คลินตันพ้นผิดจะชนะอย่างฉิวเฉียดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีความหมายว่าเขาจะไม่ได้กระทําผิดจริง

จากคดี Whitewater สู่คดี Clinton-Lewinsky

จากคดี Whitewater สู่คดี Clinton-Lewinsky

สาเหตุที่แท้จริงที่ทําให้กรณีนี้ถูกเปิดโปงขึ้นนั้นเริ่มต้นขึ้นจากความ “ปากโป้ง” ของ โมนิกา ลิววินสกี เอง แต่ไฟที่เธอจุดขึ้นมานี้จะไม่ลุกลามจากกองขยะจนกลายเป็นไฟไหม้ป่าไปได้เลย หากสิ่งที่ออกมาจากปากของเธอไม่หลุดไปเข้าหูของ เคนเน็ธ สตาร์ร ซึ่งเป็นทนายความของสํานักงานที่ปรึกษากฎหมายอิสระแห่งสหรัฐฯ สตาร์รเป็นผู้ที่เคยตามล้างตามเช็ด บิลล์ คลินตัน ในคดีค้างคาเก่าซึ่งเขายังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ไม่สามารถเอาผิดเขาอย่างคาหนังคาเขาได้ ตั้งแต่คดี “ไวต์วอเตอร์ (Whitewater)” และคดีการปลิดชีพตัวเองของผู้ช่วยที่ปรึกษาทําเนียบขาว วินซ์ ฟอสเตอร์ (Vince Foster) ที่เขานําขึ้นมาสืบสวนในปี ค.ศ. 1994 ซึ่งทั้ง 2 คดีนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน

คดีไวต์วอเตอร์ ก็คือคดีอื้อฉาวล่วงหน้าเหตุการณ์คลินตันกับลิววินสกีนานหลายปีที่มีการยื่นฟ้อง บิลล์ คลินตัน และ ฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน (Hilary Rodham Clinton) ภรรยาและสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของ บิลล์ คลินตัน พร้อมกับพวกซึ่งร่วมกันเปิดบริษัทซื้อขายล่วงหน้า ไวต์วอเตอร์ เดเวลลอป เมนต์ คอร์ป. (Whitewater Development Corp.) ในสมัยที่เขายังเป็นผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอสช่วงทศวรรษที่ 80 โดยกล่าวหาว่าคลินตันใช้อิทธิพลในตําแหน่งของเขากระทําการโดยมิชอบ และ เคนเน็ธ สตาร์ร ก็คือผู้ได้รับมอบหมายให้ทําการสอบบัญชีของบริษัทไวต์วอเตอร์ จนพบเงื่อนงําความไม่โปร่งใสที่เข้าข่าย “ฉ้อโกง” แต่ในครั้งนั้นคลินตันก็หลุดรอดมาได้โดยยอม จ่ายค่าปรับร่วมกับภรรยาไป 40,000 ดอลลาร์ ส่วนที่เหลือปล่อยให้หุ้นส่วนของเขาสองสามีภรรยา เจมส์ และ ซูซาน แมคดูกัล (James and Susan McDougal) รับผิดชอบต่อไป

ซึ่งเรื่องดังกล่าวถูกขุดคุ้ยขึ้นโดยหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทม์ส (New York Times) ในช่วงระหว่างที่คลินตันรณรงค์หาเสียงในการชิงชัยตําแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ. 1992 กระทั่งคลินตันได้รับเลือกขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1993 แล้วผู้สื่อข่าวก็กัดไม่ปล่อยและผู้ที่ถูกเล็งเป้าเป็นพิเศษก็คือ วินซ์ ฟอสเตอร์ เนื่องจากเขาเป็นเพื่อนของ บิลล์ คลินตัน มาตั้งแต่เด็ก มีภูมิลําเนาจากลิตเติลร็อคเช่นเดียวกัน และเป็นคนเดียวที่คลินตันไว้ใจหนีบเขาเข้ามาอยู่ในทีมงานทําเนียบขาวด้วยกัน แต่ฟอสเตอร์เป็นคนอ่อนไหว ไม่สามารถทนแรงกดดันของสื่อมวลชนที่พุ่งเป้าขุดคุ้ยมาที่เขาได้ แรงกดดันหลายๆด้านทําให้เขาเป็นโรคซึมเศร้าและปลิดชีพตนเองด้วยกระบอกปืนที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเวอร์จิเนีย พร้อมทั้งยังทิ้งจดหมายตัดพ้อเรื่องที่สื่อมวลชนบีบเขาจนไม่มีทางออกเอาไว้

คดีคุกคามทางเพศ Paula Jones

คดีคุกคามทางเพศ Paula Jones

นอกจากคดีไวต์วอเตอร์แล้ว เขายังคงติดตามสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดในคดีอื้อฉาวอีกคดีหนึ่งซึ่งมีผู้ฟ้องร้อง บิลล์ คลินตัน ว่ามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ ซึ่งผู้ร้องเรียนกรณีนี้ก็คือนาง พอลา โจนส์ (Paula Jones) ได้ยื่นคําฟ้องเรื่องนี้ต่อศาลในปี ค.ศ. 1994 ว่าคลินตันคุกคามทางเพศเธอตั้งแต่ สมัยที่เธอทํางานให้เขาเมื่อครั้งที่คลินตันยังเป็นผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอส์ในปี ค.ศ. 1991 ผู้เป็นทนายให้กับ พอลา โจนส์ ในคดีนี้คือ โดโนแวน แคมป์เบลล์ (Donovan Campbell) คดีดําเนินไปท่ามกลางความสนใจของผู้คนทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับบุคคลระดับสูง

แต่ชาวอเมริกันมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์กลับไม่เชื่อว่าประธานาธิบดีของพวกเขามีพฤติกรรมดังเช่นคําฟ้องนี้ คดีนี้ดําเนินไปอย่างค่อนข้างล่าช้า อาจเป็นเพราะผู้ถูกกล่าวหานั้นเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของประเทศ กระบวนการต่างๆจึงมักจะไม่ได้รับการตอบสนองหรือมีความเต็มใจในการให้ข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงพยานต่างๆที่ทนายของ พอลา โจนส์ ขอให้เป็นพยานเท่าใดนัก คดีจึงได้ค้างคาอยู่เช่นนั้นหลายปีโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนผู้คนต่างลืมคดีนี้ไปจนเกือบหมด

Linda Tripp หญิงสาวที่ออกมาแฉประธานาธิบดีคลินตัน

Linda Tripp หญิงสาวที่ออกมาแฉประธานาธิบดีคลินตัน

แต่แล้วในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1997 นิตยสารนิวส์วีค (Newsweek) ได้นําเรื่องราวจากปากคําของเจ้าหน้าที่ซึ่งเคยทํางานในทําเนียบขาวผู้หนึ่งชื่อนาง ลินดา ทริปป์ (Linda Tripp) ที่ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องซุบซิบในทําเนียบขาวที่เธอได้ยินมาว่ามีเจ้าหน้าที่สาวในทําเนียบขาวบางคนเกิดไปมีพฤติกรรมน่าสงสัยบางอย่างกับประธานาธิบดีคลินตันในห้องทํางานส่วนตัว ซึ่งเรื่องที่ ลินดา ทริปป์ นํามาเปิดเผยกับนิวส์วีคในครั้งนั้นเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เคยฝึกงานในทําเนียบขาวนางหนึ่งที่ต่อมาได้เป็นเจ้าหน้าที่ประจําในทีมงานของทําเนียบขาวชื่อ แคธลีน วิลลีย์ (Kathleen Wiley) ซึ่งเธอก็เคยเห็นด้วยตาตัวเองตอนที่วิลลีย์เดินออกจากห้องทํางานประธานาธิบดีในสภาพเนื้อตัวยุ่งเหยิง นอกจากนี้เธอยังสังเกตเห็นว่าที่ใบหน้าของวิลลีย์มีลิปสติกเลอะออกมานอกริมฝีปากอีกด้วย

จากนั้นเรื่องราวต่างๆก็เริ่มพรั่งพรูออกจากปากของ ลินดา ทริปป์ ถึงหญิงสาวคนอื่นๆอีก กระทั่งถึงเรื่องที่เธอได้ยินมาจากปากเพื่อนของเธอเองอีกคนหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝึกงานเช่นกัน สารภาพว่าตนก็มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับประธานาธิบดีคลินตันเช่นกัน ซึ่งเพื่อนของเธอผู้นั้นก็คือ โมนิกาลิววินสกี นั่นเอง

เมื่อพฤติกรรมที่มีกับหญิงสาวหลายคนถูกสื่อมวลชนนําออกมาแฉเช่นนี้ ก็เข้าเป้าของ โดโนแวน แคมป์เบลล์ ทนายของ พอลา โจนส์ ที่กําลังจนแต้มกับคดีของเขาซึ่งกําลังถึงทางตัน ไม่คืบหน้าไปไหนอยู่พอดี แคมป์เบลล์จึงขอให้ศาลสั่งนําตัว โมนิกา ลิววินสกี มาขึ้นให้ปากคําเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการคลี่คลายคดีของ พอลา โจนส์ ในทันที ซึ่งศาลก็มีคําสั่งให้ลิววินสกีเข้าให้ปากคําตามที่ขอ แต่เมื่อขึ้นให้การต่อศาลนั้นลิววินสกีได้ปฏิเสธว่าเธอไม่มีอะไรกับประธานาธิบดีคลินตันอย่างที่สื่อมวลชนเสนอแต่อย่างใด

ส่วนทางด้านคลินตันนั้นก็ออกมาปฏิเสธว่าเขาไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนั้น และไม่เคยมีสัมพันธ์ใดๆกับ โมนิกา ลิววินสกี อย่างเด็ดขาด ข่าวที่ออกมานี้เป็นข่าวเท็จจากคนลวงโลกผู้ไม่หวังดี จนกระทั่ง ลินดา ทริปป์ ต้องนําเอาเทปที่เธอแอบบันทึกการสนทนากันระหว่างเธอกับลิววินสกีออกมาเปิดเผยให้สาธารณชนเชื่อว่าเธอพูดความจริงไม่ใช่คนลวงโลก ซึ่งในเทปม้วนนั้นเป็นเสียงพูดคุยของลิววินสกีที่สารภาพกับเธออย่างชัดเจนว่ามีอะไรกับคลินตันจริง และนับแต่นาทีนั้นเองที่กระบวนการจับโกหกของทั้ง ลิววินสกี และ คลินตัน จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet