ลำดับเหตุการณ์ความสัมพันธ์ลับระหว่างประธานาธิบดีคลินตันกับลิววินสกี ตอนที่ 2

ลำดับเหตุการณ์ความสัมพันธ์ลับระหว่างประธานาธิบดีคลินตันกับลิววินสกี ตอนที่ 2

ในช่วงระหว่างที่ โมนิกา ลิววินสกี ทํางานอยู่ที่เพนตากอน นับตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1996 ไปจนถึงปลายปีเดียวกันนั้น เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีผ่านพ้นไปแล้วนี้เองที่ ลิววินสกีได้เริ่มรู้จักกับ ลินดา ทริปป์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของทําเนียบขาวที่มาประจําอยู่ที่เพนตากอนอีกคน และจาก การที่ทั้งสองมาจากทําเนียบขาวด้วยกัน จึงมีความสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว และสนิทมากพอที่ลิววินสกีจะกล้าเปิดเผยความลับในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับประธานาธิบดีให้ ลินดา ทริปป์ ฟัง

‘ชุดสีฟ้า’ ในตำนาน หลักฐานมัดตัวประธานาธิบดีคลินตัน

ลำดับเหตุการณ์ความสัมพันธ์ลับระหว่างประธานาธิบดีคลินตันกับลิววินสกี ตอนที่ 2

จากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดซึ่งจะนําเธอไปสู่การพัวพันคดีอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ต่อไป แล้วในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 เวลานั้น บิลล์ คลินตัน ได้กลับมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 แล้ว และหนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) ก็ได้ลงภาพการ์ดวันวาเลนไทน์ปริศนาซึ่งไม่ปรากฏที่มาว่าผู้ใดเป็นผู้ร่อนไปถึงมือสื่อมวลชน แต่ในการ์ดใบนั้นระบุชื่อของผู้ส่งคือ โมนิกา ลิววินสกี ส่งถึงบุคคลที่ถูกเรียกว่า “พ่อรูปหล่อ (Mr. HandSome)” ท่ามกลางความงุนงงถึงจุดประสงค์ของ วอชิงตัน โพสต์ ว่าสื่อความหมายถึงอะไร พอถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ 1997 ลิววินสกีก็ได้มาพบกับคลินตันที่ทําเนียบขาวอีกครั้งหนึ่ง

เธอรอจนกระทั่งคลินตันบันทึกเทปกับผู้สื่อข่าวเสร็จแล้ว ซึ่งยังมีรูปของลิววินสกีปรากฏอยู่ในกลุ่มบุคคลที่รายล้อมคลินตันในเหตุการณ์ตอนนั้นด้วย และคลินตันก็ยังขอให้เธอไปตามตัวเลขาส่วนตัวของเขาคือ เบ็ตตี เคอร์รี (Betty Currie) ไปพบกับเขาที่ห้องทํางานอีกด้วย ต่อจากนั้นทั้งลิววินสกี และเคอร์รีก็เข้าไปพบกับคลินตันในห้องทํางานรูปไข่พร้อมกัน โดยลิววินสกีเดินเข้าไปก่อน ส่วนเคอร์รีก็เดินเลยไปยังห้องแพนทรีซึ่งอยู่ถัดไป

เบ็ตตี เคอร์รี รออยู่ในแพนทรีนาน 15 นาที โดยคงปล่อยให้คลินตันกับลิววินสกีอยู่ในห้องรูปไข่สองต่อสอง การพบและมีความสัมพันธ์กันของทั้งสองครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 10 ห่างจากครั้งก่อนนานถึงเกือบ 11 เดือน และครั้งนี้คลินตันก็ยังมอบเข็มกลัดติดหมวกให้แก่เธอเป็นของขวัญอีกด้วย ซึ่งในการพบกันครั้งนี้เองที่เธอได้สวม “ชุดสีฟ้า” อันอื้อฉาว เนื่องจากชุดสีฟ้าที่ลิววินสกีสวมในวันนั้นเปรอะเปื้อนคราบอสุจิที่ต่อมาชุดสีฟ้าชุดนี้ได้ถูก เคนเน็ธ สตาร์ร ขอนํามาใช้เป็นหลักฐานสําคัญในการฟ้องร้องเรื่องสัมพันธ์ชู้สาวระหว่างทั้งสอง

ในวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1997 คลินตันได้ขอให้ เบ็ตตี เคอร์รี ติดต่อลิววินสกีไปพบเขาที่ทําเนียบขาวอีกครั้ง ทั้งสองพบกันในห้องทํางานส่วนตัว และมีความสัมพันธ์กันอีกเป็นครั้งที่ 11 การพบกันครั้งนี้นับเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน นับจากนี้แม้ทั้งสองจะยังมีโอกาสพบกันอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่มีความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด จนกระทั่งถึงวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1997 เคอร์รี ก็ติดต่อลิววินสกีอีกครั้ง แจ้งว่าประธานาธิบดีคลินตันมีเรื่องสําคัญจะบอกเธอ ในการพบกันครั้งนั้น ลิววินสกีได้เตรียมของขวัญอีกชิ้นไปมอบให้แก่คลินตันด้วย ซึ่งเธอก็ไม่คิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกันสองต่อสอง

เมื่อลิววินสกีไปถึงทําเนียบขาว เธอได้ไปพบกับคลินตันที่ห้องแพนทรี ซึ่งคลินตันก็กล่าวกับเธอว่าเขาจะขอหยุดความสัมพันธ์กับเธอไว้เพียงเท่านี้ เพราะในช่วงระหว่างนั้นคลินตันกําลังเผชิญกับเรื่องยุ่งยากในคดีของ พอลา โจนส์ อยู่ แล้วในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1997 ศาลฎีกาก็ปฏิเสธคําขอของคลินตันที่เขายื่นขอต่อสู้คดีโดยอ้างสิทธิ์ในความเป็นบุคคลระดับประธานาธิบดี จึงขอใช้สิทธิ์ในการไม่ถูกตรวจสอบและการไปให้การต่อศาลในคดีฟ้องร้องของ พอลา โจนส์ ที่ฟ้องเขาในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเท่ากับเรื่องทั้งหมดของเขาจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะนั่นเอง และเขาจะต้องถูกบังคับให้ไปให้การต่อศาลด้วยตัวเองอีกด้วย

และภายหลังจากที่ลิววินสกีถูกคลินตันบอกเลิกแล้ว เธอก็เริ่มออกอาการน้อยอกน้อยใจเขายกใหญ่ และทวงถามคลินตันเรื่องที่สัญญาว่าจะนําเธอกลับมาทํางานที่ทําเนียบขาวอีกครั้ง โดยติดต่อผ่านทางมาชา สก็อตต์ (Marsha Scott) ผู้ช่วยของคลินตันในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1997 แต่ก็ไร้เสียงตอบกลับ จนในที่สุดในวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ลิววินสกีก็รุกคลินตันหนักด้วยการเขียนจดหมายไปหาเขาเพื่อทวงถามสัญญาที่จะให้เธอกลับมาทํางานที่ทําเนียบขาวอีกครั้ง ทั้งยังขู่เขาด้วยว่าถ้าหากไม่มีคําตอบกลับมาอีก เธอก็จะเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอให้พ่อแม่ฟัง

ในวันรุ่งขึ้น วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ลิววินสกีก็ตัดสินใจบุกไปหาคลินตันด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวตอนราว 9 โมงเช้า เธอบอกกับเขาถึงเรื่องที่ทราบมาว่านิตยสารนิวส์วีค จะนําเรื่องของเขากับเจ้าหน้าที่ทําเนียบขาวคนหนึ่ง คือ แคธลีน วิลลีย์ ที่ระบุว่าคลินตันล่วงเกินเธอด้วยการลูบคลําไปลงในนิตยสารฉบับเดือนสิงหาคม โดยเธอได้ทราบเรื่องนี้มาจากเพื่อนที่เพนตากอนของเธอคือ ลินดา ทริปป์ ซึ่งก็คือผู้ที่ให้ข่าวแก่นิวส์วีคนั่นเอง แต่แทนที่คลินตันจะร้อนใจกับข่าวที่เธอนํามาบอก เขากลับต่อว่าเธอเรื่องที่เขียนจดหมายมาข่มขู่เขาว่าจะบอกกับพ่อแม่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอฉบับนั้น

ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 คลินตันพบกับลิววินสกีอีกครั้ง เพราะเขาสงสัยว่าเธออาจเผลอเปิดปากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอให้ใครฟัง หรือเคยไปปรับทุกข์กับ ลินดา ทริปป์ ในเรื่องนี้หรือไม่ และเธอก็ปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าไม่ แต่ความจริงแล้วลิววินสกีเป็นผู้นําเรื่องนี้ไปพูดให้ ทริปป์ฟังหลายครั้งหลายหนแล้ว ซึ่งคลินตันก็ไม่เชื่อคําของเธอแต่อย่างใด จึงบอกลิววินสกีว่าให้ไปบอก ลินดา ทริปป์ ด้วยว่าให้เธอติดต่อไปยัง บรูซ ลินด์ซีย์ (Bruce Lindsey) ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของประธานาธิบดี โดยยังได้มอบหมายเรื่องนี้กับ เบ็ตตี เคอร์รี เลขาส่วนตัวคอยติดตามอย่างใกล้ชิดอีกผู้หนึ่งด้วย

พอถึงวันรุ่งขึ้น ลิววินสกี จึงได้บอกกับ ลินดา ทริปป์ ถึงเรื่องที่คลินตันให้เธอติดต่อไปที่ฝ่ายกฎหมายของประธานาธิบดีแต่ทริปป์ปฏิเสธ ลิววินสกีจึงกลับไปรายงานเรื่องนี้ให้คลินตันทราบในวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ครั้งนั้นทั้งสองคุยกันเป็นเวลานาน 10 นาทีโดยไม่มีความสัมพันธ์ อย่างอื่น ซึ่งวันนั้นคลินตันได้ใช้น้ำเย็นเข้าลูบ โดยมอบเข็มกลัดเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่ลิววินสกี เพื่อเป็นการปลอบขวัญอีกด้วย

Kathleen Wiley

จนกระทั่งถึงวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1997 นิวส์วีคก็วางจําหน่ายนิตยสารฉบับที่ลงบทความซึ่งมาจากคําบอกเล่าของ ลินดา ทริปป์ ในเรื่องที่ประธานาธิบดีคลินตัน ลวนลาม แคธลีน วิลลีย์ ตามที่ลิววินสกีบอกไว้ก่อนหน้าจริงๆ ทําให้ทนายประจําตัวของคลินตัน โรเบิร์ต เบนเน็ตต์ (Robert Bennett) ต้องออกมาตอบโต้ทันควัน โดยถามหาความน่าเชื่อถือของ ลินดา ทริปป์ และตําหนินิวส์วีคว่าไปรับเอาข้อมูลที่ไม่ต่างจากขยะมา มันเป็นได้เพียงแค่เรื่องซุบซิบนินทาคนดังที่หาสาระหรือความเป็นจริงไม่ได้เลยสักอย่าง

หลังจากนั้นลิววินสกีก็ไปพบกับคลินตันที่ทําเนียบขาวอีกครั้งในวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1997 โดย อ้างว่าต้องการนําของขวัญวันเกิดไปให้ เธอจูบเขาในวันนั้น และพยายามจะสานสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้คลินตันปฏิเสธและปัดป้อง เรื่องยุ่งๆที่นิวส์วีคนําไปลงเกี่ยวกับเขาทําให้คลินตัน หนักใจพอสมควรอยู่แล้ว ซึ่งก็ทําให้ทีมงานทําเนียบขาวต้องออกปากขอให้เขาระวังตัวให้มากขึ้นด้วย และเมื่อลิววินสกีพยายามย้อนไปทวงถามถึงเรื่องงานกับ มาร์ชา สก็อตต์ อีกใน วันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1997 มาร์ชา สก็อตต์ ก็ตอบกับเธอว่าเรื่องนี้ถูกปฏิเสธจากทีมงานทําเนียบขาวแล้ว ซึ่งต่อมาก็มีของขวัญปลอบใจจากคลินตันฝากมาถึงลิววินสกีโดย เบ็ตตี เคอร์รี เป็นผู้นําไปมอบให้

ในช่วงเวลานี้เองที่ลิววินสกีได้เริ่มพรั่งพรูเรื่องราวของเธอกับคลินตันให้ ลินดา ทริปป์ ฟังอย่าง ละเอียดหลายครั้งหลายหนเพื่อปรับทุกข์กับเธอด้วยอารมณ์น้อยใจ โดยที่เธอไม่ได้ระวังตัวเลยว่าเพื่อนที่เพนตากอนของเธอผู้นี้กําลังแอบบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างทั้งสองอยู่ ทั้งที่บันทึกจากการเล่าด้วยปากเปล่าและจากการคุยโทรศัพท์ทุกๆครั้ง

ซึ่งต่อมาภายหลังทริปป์ได้เปิดเผยว่าที่เธอต้องแอบบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างเธอกับลิววินสกีเอาไว้ทุกครั้งนั้น ก็เพราะได้รับคําแนะนําจากตัวแทนนักเขียนในนิวยอร์กผู้หนึ่งชื่อ ลูเซียนน์ โกลด์เบิร์ก (Lucianne Goldberg) ที่เสนอเป็นตัวแทนนําเรื่องนี้ไปขายให้ เมื่อเธอนําเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาและได้รับคําแนะนําว่าควรจะบันทึกเทปการสนทนาต่างๆเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้เป็นเครื่องยืนยันด้วย (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet