ปฏบัติการล้วงความลับโดยความร่วมมือกันของ Linda Tripp และหน่วยงาน FBI

ปฏบัติการล้วงความลับโดยความร่วมมือกันของ Linda Tripp และหน่วยงาน FBI

ในที่สุด ลิววินสกี ก็ได้รับหมายศาลในวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1997 เรียกตัวเธอเข้าเบิกความในคดี พอลา โจนส์ เธอตกใจมากจึงรีบโทรศัพท์ไปหา เวอร์นอน จอร์แดน ในทันที เพราะเชื่อว่าเขาน่าจะเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุดในเวลานั้นก่อนที่จะโทรหา เบ็ตตี เคอร์รี ตามที่คลินตันบอกเธอไว้ และเมื่อ จอร์แดนทราบเรื่องจึงรีบต่อสายถึงคลินตันบอกให้เขาทราบเรื่องนี้ในทันที จากบ่ายจนถึงค่ำในวันนั้น จอร์แดน และ คลินตัน โทรปรึกษากันเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น โดยจอร์แดนได้ถามย้ำกับคลินตันหลายครั้งหลายหนว่าเขามีความสัมพันธ์กับลิววินสกีจริงหรือไม่ ขออย่าได้โกหกเขา ซึ่งคลินตันก็ยืนยันหัวชนฝาว่า “ไม่”

กระทั่งในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1997 เวอร์นอน จอร์แดน ก็เป็นคนขับรถพาลิววินสกีไปที่ออฟฟิศของ ฟรานซิส คาร์เตอร์ (Francis Carter) ทนายความที่เขาเป็นผู้จัดหาให้ด้วยตัวเอง ซึ่งต่อมาเธอก็ไปขอลาออกจากงานที่เพนตากอน ในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1997 และอีก 2 วันถัดมา ลิววินสกี ก็เดินทางไปพบกับคลินตันอีกครั้งที่ห้องทํางานรูปไข่ในทําเนียบขาว ซึ่งการพบกันในวันนั้นนับเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบหน้ากันที่ทําเนียบขาวอีกด้วย และครั้งนี้คลินตันก็มอบของขวัญวันคริสต์มาสให้แก่เธออีกชิ้นหนึ่ง จากนั้นคลินตันจึงได้ส่งตัวลิววินสกีไปปรึกษาเรื่องการให้ปากคําในศาลกับ เบ็ตตี เคอร์รี เสร็จแล้ว เคอร์รีก็เป็นผู้ขับรถพาเธอกลับมาส่งถึงอะพาร์ตเมนต์

วันต่อมาในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1998 คลินตันได้โทรหาลิววินสกีเพื่อย้ำกับเธอเรื่องการขึ้นศาลอีกครั้ง ซึ่งเธอได้แสดงความกังวลใจอย่างมากที่จะต้องไปให้การต่อศาล คลินตันจึงบอกกับเธอว่าหากถูกถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทําเนียบขาวระหว่างเธอกับประธานาธิบดีก็ขอให้เธอหลีกเลี่ยงการ พาดพิงไปถึงเรื่องที่เธอได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษทั้งในเรื่องของงานในทําเนียบขาวและที่ เพนตากอนด้วย รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอเช่นกัน พอวันรุ่งขึ้น เวอร์นอน จอร์แดน ก็พบกับลิววินสกีอีกครั้งเพื่อจะซักซ้อมคําให้การของเธอในศาล ซึ่งในการซักซ้อมครั้งนี้คลินตันก็ยังต่อสายเข้ามาพูดคุยกับจอร์แดนนานถึง 30 นาทีด้วย

จนกระทั่งในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1998 โมนิกา ลิววินสกี จึงได้ขึ้นให้การต่อหน้าศาลฎีกาในคดีของ พอลา โจนส์ โดยทนายได้ซักถามเธอไปมาหลายเรื่อง จนมาถึงคําถามว่าเธอมีความสัมพันธ์ทางเพศกับประธานาธิบดีคลินตันหรือไม่ ลิววินสกีก็ตอบว่า “ไม่มี” และภายหลังจากเสร็จสิ้นการให้การที่ศาลในวันนั้นแล้ว เธอก็กลับไปรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดให้ เวอร์นอน จอร์แดน ที่กําลังรอฟังข่าวอยู่ในทันที

พอถึง วันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1998 ลิววินสกีก็เข้าสัมภาษณ์งานที่บริษัทเรฟลอน (Revlon) อีกแห่ง เนื่องจากเธอเกิดปัญหาในการสัมภาษณ์ที่ แมคแอนดรูว์ส แอนด์ ฟอร์บส โฮลดิงส์ ซึ่งต้องเข้าสัมภาษณ์ถึง 3 ครั้ง ลิววินสกีกังวลว่างานที่ แมคแอนดรูว์ส แอนด์ ฟอร์บส โฮลดิงส์ คงจะยากไปสําหรับเธอ จึงเล่าให้จอร์แดนฟังซึ่งจอร์แดนก็หางานใหม่ให้อีกแห่งหนึ่งที่ เรฟลอน นี้เอง จนใน ที่สุดเธอก็ผ่านการสัมภาษณ์ที่เรฟลอน และเลือกจะทํางานที่นี่

ปฏบัติการล้วงความลับโดยความร่วมมือกันของ Linda Tripp และหน่วยงาน FBI

ปฏบัติการล้วงความลับโดยความร่วมมือกันของ Linda Tripp และหน่วยงาน FBI

จากคําให้การที่ลิววินสกีปฏิเสธว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคลินตันในศาลฎีกาวันนั้น ก็เท่ากับทําให้เรื่องราวที่ ลินดา ทริปป์ ออกมาแฉตามสื่อต่างๆกลายเป็นเรื่องโกหกไป และทําให้ ทริปป์ ต้องออกมาปกป้องข้อมูลของเธอเองเมื่อเรื่องกลับจากหัวเป็นก้อยไปเช่นนี้ จึงมีเพียง ทริปป์ เท่านั้นที่รู้ว่า สิววินสกี กหก เนื่องจากเธอมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน เธอจึงได้หอบหลักฐานที่เป็นเทปบันทึกเสียงการพูดคุยระหว่างเธอกับลิววินสกีทั้งหมดไปให้กับทนายของเธอเองคือ จิม มูดดี (Jim Moody) เพื่อเตรียมนําออกมาแฉต่อไป

แต่ มูดดี เกิดไม่กล้าที่จะทําตามความต้องการของเธอ เนื่องจากเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นการลักลอบอัดเสียงการพูดคุยที่พาดพิงถึงบุคคลระดับสูงสุดของสหรัฐอเมริกา และมูดดีนั่นเองที่เป็นผู้แนะนําให้ทริปป์นําหลักฐานทั้งหมดไปให้ เคนเน็ธ สตาร์ร ซึ่งเป็นผู้ที่ทําคดีไวต์วอเตอร์ฟ้องร้องคลินตันมาก่อน ลินดา ทริปป์ จึงนําเทปทั้งหมดซึ่งมีความยาว 20 ชั่วโมงไปพบกับสตาร์รในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1998

จนเมื่อสตาร์รเห็นหลักฐานทั้งหมดแล้วก็ถึงกับตาลุก เพราะหลังจากคดีไวต์วอเตอร์มาแล้ว เขาก็ยังคงเกาะติดพฤติกรรมต่างๆของคลินตันอยู่อย่างไม่ยอมวางมือ เนื่องจากเชื่อว่าเขาต้องสบช่องเอาผิดคลินตันอย่างคาหนังคาเขาได้สักวัน เพราะเขาปักใจเชื่อว่าคลินตันมีความผิดอย่างชัดเจนในคดี ไวต์วอเตอร์ เพียงแต่หลักฐานของเขายังไม่เพียงพอที่จะให้ศาลเชื่อเท่านั้น จนเมื่อสตาร์รได้ฟังเทปทั้งหมดแล้ว

เขามั่นใจได้ในทันทีว่านี่คือความผิดที่หนักยิ่งกว่าคดีไวต์วอเตอร์เสียอีก และหลักฐานของทริปป์ชิ้นนี้ไม่เพียงเอาผิดกับคลินตันในคดี พอลา โจนส์ ได้เท่านั้น หากมันตกไปถึงมือทนายของโจนส์ คลินตันก็คงรับโทษเพียงเล็กน้อย เขาต้องการให้ได้รับโทษที่หนักกว่านั่นคือตําแหน่งประธานาธิบดี โดยหมายให้คลินตันถูกถอดถอนออกจากตําแหน่งเลยทีเดียว ด้วยพฤติกรรมผิดจริยธรรมซ้ำซากที่ เคนเน็ธ สตาร์ร ใช้คําว่า “สําส่อนทางเพศ” กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาซึ่งรุนแรงอย่างมาก

จากนั้นสตาร์รจึงได้นําหลักฐานชิ้นนั้นไปให้กับเอฟบีไอ เพื่อขอให้เอฟบีไอเข้ามาช่วยดูแลด้านการสืบสวนหาความจริงในเรื่องนี้ให้ลึกลงไปอีก เนื่องจากเป็นการกระทําผิดที่ร้ายแรงอย่างมากของผู้ ดํารงตําแหน่งทางการเมืองระดับสูงของประเทศเช่นนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของเอฟบีไออยู่แล้วที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางสําหรับสืบสวนสอบสวนผู้กระทําผิดต่อกฎหมายรัฐทุกคนไม่เว้นแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯก็ตาม

ในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1998 เอฟบีไอ จึงได้ทําการติดไมโครโฟนตัวเล็กๆซ่อนไว้ในตัว ลินดา ทริปป์ แล้วให้เธอไปติดต่อนัดพบกับลิววินสกีที่โรงแรม ริทซ์-คาร์ลตัน (Ritz-Carlton Hotel) ในเพนตากอน ซิตี การนัดพบครั้งนั้นมีขึ้นในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1998 แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เข้าเป้า เมื่อลิววินสกียังคงไม่ทันระวังตัวในการสื่อสาร เธอไม่มีความไหวตัวเลยสักนิดว่าสิ่งที่เธอสนทนากับเพื่อนอยู่นี้อาจเป็นภัยต่อเธอได้ในวันข้างหน้า ทั้งที่เธอได้รับคําเตือนมาจากหลายๆคนแล้ว โดยเฉพาะเพื่อนซึ่งเธอคุยอยู่ด้วยนั้นเป็นผู้ที่นําเรื่องทั้งหมดไปเผยให้แก่สื่อมวลชนฟัง และกําลังเป็นสายให้กับเอฟบีไอ

ในวันนั้นก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เธอเล่าเรื่องต่างๆออกมาให้ทริปป์ฟังอย่างหมดเปลือก แม้กระทั่งเรื่องที่เธอถูกขอให้โกหกต่อหน้าศาลในคดีของ พอลา โจนส์ ว่าไม่มีอะไรกับท่านประธานาธิบดีทั้งที่ให้สัตย์สาบานแล้ว นอกจากนี้ทริปป์ยังพยายามขุดหลุมให้เธอติดกับเล่าถึงเรื่องเก่าๆที่ลิววินสกีเคยปรับทุกข์ให้เธอฟังทางโทรศัพท์เกี่ยวกับท่านประธานาธิบดี ซึ่งลิววินสกีก็เล่าให้ฟังอีกครั้งอย่างละเอียดซึ่งเรื่องราวทั้งหมดก็อยู่ในเทปของเอฟบีไอ แต่พอทริปป์พยายามถามนําให้เธอเอ่ยชื่อของ คลินตันออกมาเพื่อเป็นหลักฐานมัดเขาให้อยู่หมัด เธอกลับหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อตรงๆใช้เพียงคําว่า “เขาคนนั้น” แทนเมื่อต้องการระบุถึงคลินตันทุกคํา

กระทั่งในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1998 เคนเน็ธ สตาร์ร จึงได้เริ่มปล่อยหมัดแรกด้วยการขออํานาจกระทรวงยุติธรรมอนุมัติให้เขาทําการสืบสวนขยายความในกรณีที่ลิววินสกีให้การเท็จต่อศาล ในคดีของ พอลา โจนส์ ซึ่ง เจเน็ต รีโน (Janet Reno) รัฐมนตรียุติธรรมในเวลานั้น และอัยการสูงสุดก็ได้อนุมัติให้สตาร์รสามารถดําเนินการได้

การนัดพบครั้งใหม่ของ ทริปป์ กับ ลิววินสกี มีขึ้นในวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1998 ที่โรงแรม ริทซ์-คาร์ลตัน เช่นเดิม แต่ในครั้งนี้ได้มีการวางแผนให้ลิววินสกีตกหลุมพรางอย่างเป็นทางการ เพราะเมื่อเธอไปปรากฏตัวที่ล็อบบีของโรงแรมแล้ว เจ้าหน้าที่เอฟบีไอพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมอัยการก็เข้ามาหาลิววินสกี แล้วนําเธอไปยังห้องห้องหนึ่งของโรงแรมโดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้เธอทราบว่าพวกเขามีหลักฐานชี้ชัดว่าเธอมีความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีจริงแต่กลับให้การปฏิเสธต่อหน้าศาลทั้งที่ให้สัตย์สาบานไว้แล้ว จึงมีความผิดฐานให้การเท็จต่อหน้าศาลและลบหลู่ศาล แต่ถ้าหากเธอยอมให้ความร่วมมือเป็นพยานเพื่อเปิดเผยความจริงเรื่องนี้ เธอก็จะได้รับความคุ้มครอง

ลิววินสกีตกใจมาก คิดไม่ถึงว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับเธอ จึงรีบโทรศัพท์ไปหามารดาของเธอ นางมาร์เซีย ลิววิส (Marcia Lewis) ในทันที เพื่อขอคําปรึกษา มารดาของเธอจึงรีบเดินทางมายังนิวยอร์ก และโทรศัพท์ไปปรึกษาบิดาของ โมนิกา ลิววินสกี ดร. แบร์นาร์ด ลิววินสกี (Dr. Bernard Lewinsky) ซึ่งหย่าขาดกันไปแล้ว แจ้งให้เขาทราบในเรื่องที่ลูกสาวของทั้งสองกําลังตกที่นั่งลําบากอยู่นี้ บิดาของลิววินสกีจึงได้รีบติดต่อหาทนายของเขา คือ วิลเลียม กินสเบิร์ก (William Ginsburg) ให้โทรไปให้คําปรึกษาแก่บุตรสาว ทนายกินสเบิร์กจึงบอกกับลิววินสกีว่าอย่าเพิ่งรับปากใดๆกับเจ้าหน้าที่จนกว่าเขาจะแน่ใจในเรื่องราวทั้งหมดก่อน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet