เมื่อสัมพันธ์ลับๆของประธานาธิบดีกับเด็กฝึกงานกลายเป็นข่าวฉาวใหญ่โตระดับประเทศ

เมื่อสัมพันธ์ลับๆของประธานาธิบดีกับเด็กฝึกงานกลายเป็นข่าวฉาวใหญ่โตระดับประเทศ

ในวันต่อมา วันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1998 ประธานาธิบดีคลินตันมีนัดหมายต้องขึ้นให้การต่อศาลในคดี พอลา โจนส์ หลังให้สัตย์สาบานต่อหน้าศาลเป็นที่เรียบร้อย ทนายก็ยิงคําถามเขาเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ โมนิกา ลิววินสกี อย่างไม่ให้ตั้งตัว ซึ่งคลินตันปฏิเสธทั้งหมด เขาย้ำว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆกับเธอเกินกว่าหน้าที่ที่เธอได้รับมอบหมายในทําเนียบขาวเท่านั้น และกล่าวด้วยว่าเขาไม่เคยอยู่กับเธอตามลําพังแต่อย่างใด

ซึ่งต่อมาทนายก็นําเรื่องของ เจนนิเฟอร์ ฟลาวเวอร์ส (Gennifer Flowers) ที่เป็นอดีตนักข่าวทีวีและเป็นนักร้องในไนต์คลับแห่งหนึ่งที่อาร์คันซอส์ ซึ่งเคยถูกพาดพิงว่ามีความสัมพันธ์กับคลินตันในสมัยที่เขาเป็นผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอส์ ซึ่งคลินตันได้เคยปฏิเสธเรื่องนี้มาก่อนแล้วใน ปี ค.ศ. 1992 ออกมาถามถึงความสัมพันธ์อีกครั้งอย่างไม่ให้ตั้งตัว

แต่ในการให้การคราวนี้ คลินตันกลับยอมรับว่าเขามีความสัมพันธ์กับเธอจริง และจากคําให้การของ ฟลาวเวอร์สที่ถูกนํามาใช้ในภายหลังเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1998 เจนนิเฟอร์ ฟลาวเวอร์ส ได้ยอมรับตามตรงว่าเธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคลินตันจริง และยังมีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆเป็นเวลานาน ถึง 12 ปีอีกด้วย

เมื่อสัมพันธ์ลับๆของประธานาธิบดีกับเด็กฝึกงานกลายเป็นข่าวฉาวใหญ่โตระดับประเทศ

เมื่อสัมพันธ์ลับๆของประธานาธิบดีกับเด็กฝึกงานกลายเป็นข่าวฉาวใหญ่โตระดับประเทศ

วันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1998 วิลเลียม กินสเบิร์ก ทนายของลิววินสกีได้ไปพบกับ เคนเน็ธ สตาร์ร เพื่อต่อรองเรื่องการกัน ลิววินสกี ในฐานะพยาน แต่การคุยกันครั้งนั้นไม่เป็นผล เนื่องจาก สตาร์ร ยืนยันว่า ลิววินสกี จะต้องเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟังก่อนที่จะมีการต่อรองกัน ซึ่งกินสเบิร์ก ก็ขอยืนกรานว่าสตาร์รจะต้องเป็นฝ่ายยินยอมก่อน

และในวันเดียวกันนั้นเองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคลินตัน กับ ลิววินสกี ก็เริ่มขยายวงกว้างขึ้น เมื่อเรื่องนี้ถูกนําไปโพสต์ลงในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ “ดรัดจ์ รีพอร์ต (Drudge Report)” เว็บไซต์ยอดนิยมสําหรับเรื่องกอสสิปต่างๆ ดรัดจ์ รีพอร์ต ได้ระแคะระคายมาว่านิวส์วีคกุมเทปลับการสนทนาที่ถือเป็นหลักฐานสําคัญแฉความสัมพันธ์นี้เอาไว้ แต่นิวส์วีคกลับเงียบและไม่ยอมนำมันออกมาขยายผลใดๆโดยมีรายงานด้วยว่าลิววินสกีได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าให้การเท็จในคดี พอลา โจนส์

พอถึงวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1998 หนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น วอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) ลอส แองเจลิส ไทม์ (Los Angeles Times) และสถานีโทรทัศน์ เอบีซี (ABC) ได้เริ่มรายงานเรื่องที่ เคนเน็ธ สตาร์ร เปิดดําเนินการสืบสวนความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีคลินตัน และ โมนิกา ลิววินสกี จึงทําให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตที่กระจายไปทั่วทั้งประเทศและทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยในวันเดียวกันนั้น คลินตันยังถูกผู้สื่อข่าวซักถามถึงเรื่องความสัมพันธ์นี้อีกด้วย เขาปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในทําเนียบขาวอย่างเด็ดขาด

เมื่อข่าวความสัมพันธ์ระหว่างคลินตัน และ ลิววินสกี ถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับไฟลามทุ่ง ทางเรฟลอนซึ่งเคยตอบรับการเข้าทํางานของลิววินสกีแล้วก็กลับแจ้งให้เธอทราบว่าบริษัทไม่สามารถรับเธอเข้าทํางานได้จนกว่าเรื่องราวต่างๆจะแจ่มแจ้งเสียก่อน ทําให้ลิววินสกีตกอยู่ในสภาพที่จนแต้มในทุกๆทาง

กระแสข่าวเริ่มรุนแรงขึ้นในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1998 เมื่อสังคมเริ่มหันมาตั้งคําถามประธานาธิบดีคลินตันว่าเป็นผู้ขอให้ โมนิกา ลิววินสกี พูดเท็จในศาลหรือไม่ คลินตันก็ออกมาปฏิเสธเสียงแข็งอีกครั้งว่า “ไม่” และด้วยคําถามเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวยังนําไปถาม เวอร์นอน จอร์แดน ซึ่งเป็นผู้จัดหาทนายความให้กับลิววินสกีด้วยว่า เขาเกี่ยวข้องกับการให้การเท็จของลิววินสกีหรือไม่ จอร์แดน ก็ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้รู้เห็นเรื่องนี้ด้วย และปัดป้องเป็นพัลวันว่าลิววินสกีก็บอกเขาเช่นกันว่าเธอไม่มีสัมพันธ์ใดๆกับประธานาธิบดีคลินตัน

กระทั่งเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1998 ได้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาถกกัน คลินตันยังคงยืนกรานกลางที่ประชุมว่าเขาบริสุทธิ์ ไม่ได้มีพฤติกรรมดังเช่นที่สื่อมวลชนกล่าวหาแต่ อย่างใด แต่เหตุการณ์ต่างๆเริ่มเขม็งเกลียวขึ้น เมื่อเลขาส่วนตัวของคลินตัน คือ เบ็ตตี เคอร์รี และเจ้าหน้าที่ใกล้ชิดคลินตันในทําเนียบขาวหลายรายต่างถูกเรียกตัวไปให้การต่อศาลในคดีของ พอลา โจนส์ กันเป็นทิวแถว และในวันเดียวกันนั้นทนายของลิววินสกีก็ออกมาโต้ เคนเน็ธ สตาร์ร ผ่านสื่อมวลชนต่างๆว่า สตาร์ร พยายามที่จะโยงลูกความของเขาเข้าไปยุ่งกับคดีไวต์วอเตอร์ คดีเก่าที่เขาปิดไม่ลงอย่างไม่มีความเป็นธรรมทั้งที่เรื่องนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้แต่อย่างใดเลย

ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

เมื่อสัมพันธ์ลับๆของประธานาธิบดีกับเด็กฝึกงานกลายเป็นข่าวฉาวใหญ่โตระดับประเทศ

ในวันที่ 25 มกราคม ค.ศ.1998 วิลเลียม กินสเบิร์ก ทนายความของลิววินสกีได้ขอพบกับ สตาร์ร โดยแจ้งว่าลิววินสกียินยอมรับตามคําขอของ เขาที่จะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดเพื่อแลกกับการปกป้องพยาน เมื่อข่าวนี้หลุดไปถึงหูของคลินตัน เขาจึงระดมเจ้าหน้าที่ทําเนียบขาวให้เตรียมพร้อมรับศึกใหญ่

เหตุการณ์ตอนนั้นทําให้ที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของคลินตัน คือ เจมส์ คาร์วิลล์ (James Carville) ถึงกับพูดว่า “สงครามเริ่มต้นขึ้นแล้ว” กระทั่งวันต่อมา วันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1998 คลินตันก็ปฏิเสธเรื่องความสัมพันธ์กับลิววินสกี ด้วยอารมณ์กราดเกรี้ยวอีกครั้งในการพบปะผู้สื่อข่าวที่ทําเนียบขาวตามวาระว่า “ผมต้องการให้พวกคุณฟังให้ดี ผมไม่มีความสัมพันธ์พิเศษอะไรกับผู้หญิงคนนั้น คนที่ชื่อ โมนิกา ลิววินสกี ผมไม่เคยบอกใครให้โกหก ไม่ว่าตอนไหนๆก็ตาม ไม่เคยเลย”

และวันเดียวกันนั้นเองที่ทนายกินสเบิร์กยืนยันกับ สตาร์ร อีกครั้งว่า ลิววินสกี พร้อมที่จะไปให้การต่อศาลเพื่อแลกกับการปกป้องพยานแล้ว พอถึงวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1998 ฮิลลารี คลินตัน สตรีหมายเลขหนึ่งภรรยาของประธานาธิบดีคลินตันก็ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เรื่องอื้อฉาวนี้ถูกเปิดเผยขึ้น

โดย ฮิลลารี คลินตัน ได้ให้สัมภาษณ์ออกทีวีในวันนั้นว่าเธอไม่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เป็นเพียงแผนทําลายประธานาธิบดีของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น หรืออาจจะเป็นฝีมือของพวกสมรู้ร่วมคิดฝ่ายขวาจัดในรีพับลิกันก็เป็นไปได้ ซึ่งในวันเดียวกันนั้นสื่อมวลชนหลายแห่งได้ออกมาเสนอข่าวว่าคนรักเก่าของลิววินสกี ชื่อ แอนดี เบลียเลอร์ (Andy Bleiler) ได้ติดต่อกับ เคนเน็ธ สตาร์ร เพื่อที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเธอ เรื่องนี้จึงยิ่งไปกันใหญ่แล้ว

ในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1998 เช่นกัน ที่ประธานาธิบดีคลินตันจะต้องขึ้นกล่าวแถลงนโยบายประจําปีตามวาระต่อหน้ารัฐสภาสหรัฐฯที่เรียกว่า “สเตท ออฟ เธอะ ยูเนียน (State of the Union)” แม้ว่าประชาชนต่างเฝ้ามองดูอย่างจดจ่อว่าเขาจะมีท่าที่อย่างไรต่อเรื่องอื้อฉาวต่างๆที่รุมล้อมเขาอยู่ แต่คลินตันก็ไม่มีท่าทีว่าเรื่องยุ่งยากเหล่านั้นจะสามารถทําให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปได้ ใบหน้าของเขายังคงยิ้มแย้มเหมือนกับไม่มีเรื่องที่กําลังโจมตีเขาอยู่เกิดขึ้นแต่อย่างไร และจากผลสํารวจความนิยมในตัวประธานาธิบดีที่เรียกว่า กัลลอป โพลล์ (Gallup Pol) ที่มีการสํารวจตามปกติภายหลังการแถลงนโยบายนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงให้ความเชื่อถือต่อตัวประธานาธิบดีของพวกเขาอย่างไม่เสื่อมคลาย

จากผลสํารวจครั้งนั้นพบว่าประชาชนสหรัฐฯยังเชื่อมั่นในตัวคลินตันมากถึง 67 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อว่าคลินตันจะพูดความจริงมีเพียง 28 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และถึงแม้ผลสํารวจความนิยมจะออก มาเช่นนั้น สื่อมวลชนก็ยังคงเสนอข่าวฉาวนี้ทุกๆวัน ประกอบกับการออกมาแถลงความคืบหน้าของการสืบสวนจากฝ่าย เคนเน็ธ สตาร์ร ก็มีเกือบแทบทุกวันเช่นกัน กระทั่งในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1998 ศาลก็สั่งให้ตัดพยานปากของลิววินสกีออกจากคดี พอลา โจนส์ เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความจําเป็นต่อคดีนี้อีกต่อไป

และในช่วงเวลานี้เช่นกันที่เริ่มมีการก่อกระแสจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆเรียกร้องให้ประธานาธิบดีคลินตันพิจารณาความเหมาะสมที่จะนั่งในตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯต่อไป ซึ่งก็ได้รับคําตอบจากคลินตันในการพบปะสื่อมวลชนที่ทําเนียบขาวในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 ยืนยันว่าเขาจะไม่ลาออกเพราะเรื่องไร้สาระเหล่านี้อย่างเด็ดขาด และยังพูดอีกด้วยว่าเขาไม่มีวันหันหลังให้กับประชาชนชาวอเมริกันที่มอบความไว้วางใจเลือกเขาขึ้นมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet