การตอบโต้จากฝ่ายทำเนียบขาวจากข้อกล่าวหาประธานาธิบดี Bill Clinton

การตอบโต้จากฝ่ายทำเนียบขาวจากข้อกล่าวหาประธานาธิบดี Bill Clinton

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 ฮิลลารี คลินตัน ก็ออกมายืนยันในความบริสุทธิ์ของสามีอีกครั้งในคําให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าเธอยังคงเชื่อใจในตัวสามีว่าไม่มีพฤติกรรมดังที่ถูกโจมตีอยู่ในขณะนั้นอย่างแน่นอน โดยยังกล่าวสําทับอีกด้วยว่าเรื่องนี้จะต้องจางหายไปเองในที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ไร้แก่นสาร และพยานหลักฐานต่างๆก็ไม่มีน้ำหนักเลยแต่อย่างใด มันเป็นเพียงเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีสามีของเธอเท่านั้น

แต่ในวันเดียวกันนั้นกลับมีข่าวเปิดเผยจากอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในทําเนียบขาวชื่อ ลิววิส ซี ฟ็อกซ์ (Lewis C. Fox) ลงตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์อีกว่า “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเปิดเผยว่าเคยเห็น โมนิกา ลิววินสกี ที่ปีกตะวันตกของทําเนียบขาวในวันสุดสัปดาห์ ซึ่งควรจะเป็นวันที่ปลอดเจ้าหน้าที่ทั่วไปในทีมงานทําเนียบขาวแล้ว แต่ก็เห็นเพียงลิววินสกีถือเอกสารปีกหนึ่งบอกว่าจะนําไปมอบให้ท่านประธานาธิบดี” และในช่วงเวลานั้นทางฝ่ายลิววินสกีก็ถูก เคนเน็ธ สตาร์ร สอบเค้นอย่างหนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าเธอไม่เคยถูก สตาร์ร พาขึ้นให้การต่อคณะลูกขุนเลยแต่อย่างใด แต่กลับขอให้นาง มาร์เซีย ลิววิส มารดาของเธอเข้าให้ปากคําต่อหน้าคณะลูกขุนแทน

การตอบโต้จากฝ่ายทำเนียบขาวจากข้อกล่าวหาประธานาธิบดี Bill Clinton

การตอบโต้จากฝ่ายทำเนียบขาวจากข้อกล่าวหาประธานาธิบดี Bill Clinton

ตลอดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 นับเป็นช่วงเวลาที่เคร่งเครียดอย่างมากเนื่องจากทั้งสองฝ่ายกําลังเตรียมทําศึกกันทั้งฝ่าย เคนเน็ธ สตาร์ร และฝ่ายทําเนียบขาวไม่ยอมแพร่งพรายแผนการใดๆออกมาให้อีกฝ่ายล่วงรู้แต่อย่างใด กระทั่งล่วงเข้าเดือนมีนาคมจนถึงเมษายน ค.ศ. 1998 ทางฝ่าย เคนเน็ธ สตาร์ร จึงออกมาเคลื่อนไหวก่อน โดยเขาได้ขอให้พยานปากต่างๆที่เขาเสนอรายชื่อต่อศาลไปแล้วเข้าให้ปากคําต่อหน้าคณะลูกขุน แต่พยานทางฝ่ายทําเนียบขาวก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าให้การ แม้บางคนจะยอมเข้าไปให้การ แต่ก็บ่ายเบี่ยงที่จะตอบคําถามอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างเช่นผู้ช่วยของคลินตันในทําเนียบขาวผู้หนึ่งชื่อ ซิดนีย์ บลูเมนธาล (Sidney Blumenthal) ถึงกับไม่ยอมตอบข้อซักถามอะไรเลย โดยนําสิทธิ์ในการเป็นพลเมืองอเมริกันที่มีสิทธิ์ตามชอบด้วยกฎหมายที่จะไม่พูดไม่กล่าวร้ายใครในเรื่องที่ตนไม่รู้แน่ชัดมาอ้าง ส่วนฝ่าย สตาร์ร ก็พยายามที่จะเชื่อมโยงตัว เวอร์นอน จอร์แดน เข้ามาในกรณีนี้ด้วย เนื่องจากเป็นพยานที่มีน้ำหนัก แม้เชื่อว่าเขาก็คงให้การเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายคลินตันก็ตาม

แต่เขาเห็นว่าการนํา จอร์แดน เข้ามาจะทําให้เห็นว่าคดีนี้น่าจะมีการใช้อิทธิพลเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย และยังมีอีกผู้หนึ่งที่ สตาร์ร บรรจุเข้ามาเป็นผู้ให้ปากคําก็คือ แคธลีน วิลลีย์ ผู้ซึ่งเคยเป็นประเด็นอื้อฉาวก่อนหน้านั้นว่าเธอถูกคลินตันลวนลามทางเพศเช่นกันแต่เธอก็ไม่เคยถูกนํามาให้ปากคําแม้แต่ในคดีของ พอลา โจนส์ ทั้งที่สามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมซ้ำซากของคลินตันในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน

ซึ่ง แคธลีน วิลลีย์ ก็ได้เข้าให้การในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1998 โดยเธอยอมรับว่าได้ถูกคลินตันกระทําการกอดจูบลูบคลําจริง แต่เป็นเหตุการณ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 แล้ว และหลังจากได้ไปให้ปากคําในวันนั้นแล้ว วิลลีย์ ก็ยังถูกเชิญให้ไปออกรายการทีวี “60 นาที (60 Minutes)” ของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส (CBS) ที่ออกอากาศในคืนวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1998 อีกด้วย ในรายการ แคธลีน วิลลีย์ ยังคงยืนยันคําพูดเดิมที่เธอถูกคลินตันกอดจูบลูบคลําเธอจริง กระทั่งเช้าวันต่อมาคลินตันก็เริ่มไม่ยอมอยู่เฉย เขาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่ แคธลีน วิลลีย์ ไปให้การทั้งในศาลและออกรายการทีวีว่าเขาไม่เคยทําอย่างที่เธอว่าเลยสักครั้ง เขาไม่เคยทําอะไรไม่ถูกต้องต่อเธอ

วันเดียวกันนั้นทําเนียบขาวได้นําจดหมายฉบับหนึ่งเขียนด้วยลายมือของ แคธลีน วิลลีย์ ที่ส่งไปถึงประธานาธิบดีคลินตัน โดยลงท้ายในจดหมายว่า “ด้วยรัก, แคธลีน (Fondly, Kathleen)” ออกมาเปิดเผย เพื่อพยายามให้เห็นว่าจดหมายฉบับนั้นเป็นจดหมาย “ตามตื๊อ” คลินตันไม่เลิก โดยกล่าวหา แคธลีน วิลลีย์ กลับว่าเธอเป็นฝ่ายแอบหลงรักคลินตันฝ่ายเดียว และพยายามตามตื๊อเขาหลาย ครั้งหลายหน

ไม่เพียงเท่านั้นทางทําเนียบขาวยังออกข่าวโจมตีวิลลีย์ เพื่อจะทําลายความน่าเชื่อถือของเธอว่า แคธลีน วิลลีย์ ได้ติดต่อขายเรื่องของเธอกับตัวแทนนักเขียนในราคา 300,000 ดอลลาร์ เธอจึงต้องปั้นเรื่องทั้งหมดเพื่อจะหาเงินก้อนโต เรื่องนี้ถูกโต้กลับจากทนายของ วิลลีย์ โดยทันที และขู่ทีมงานทําเนียบขาวที่ออกมาให้ข่าวว่าจะถูกดําเนินคดีในฐานให้ข่าวเท็จเพื่อทําลายชื่อเสียงของลูกความตนอย่างแน่นอน

ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1998 คณะลูกขุนได้เริ่มฟังเทปการสนทนาระหว่าง ลินดา ทริปป์ กับ ลิววินสกี ที่แอบบันทึกไว้เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้น สตาร์ร ก็เริ่มเบิกพยานแวดล้อมปากต่างๆที่ใกล้ชิดกับทั้งคลินตัน และ ลิววินสกี มาให้การต่อคณะลูกขุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นพยานที่ทํางานอยู่ในทําเนียบขาวแผนกต่างๆ โดยมีพยานที่น่าสนใจอยู่ปากหนึ่ง คือ โจดี โทเคลสัน (Jodie Torkelson) เธอได้ให้การว่าเห็น โมนิกา ลิววินสกี ซื้อหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “วอกซ์ (Vox)” เขียนโดย นิโคลสัน เบเกอร์ (Nicholson Baker) เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “เซ็กซ์โฟน (Phone Sex)” หรือการพูดคุยและทํากิจกรรมทางเพศผ่านทางการคุยโทรศัพท์ ซึ่งกิจกรรมเช่นนี้ปรากฏอยู่ในเทปคําพูดระหว่าง ลิววินสกี กับ ทริปป์ ที่เธอแอบอัดเอาไว้ด้วยว่าเธอเคยกระทําเซ็กซ์โฟนแบบนั้นด้วย

แต่ขณะที่ เคนเน็ธ สตาร์ร กําลังทําให้ความจริงในความสัมพันธ์ระหว่าง โมนิกา ลิววินสกี กับประธานาธิบดีคลินตัน เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆอยู่นี้ ทางด้านคดีของ พอลา โจนส์ กลับไม่มีทีท่าว่าจะคืบหน้าเลยแต่อย่างใดจนผู้คนเริ่มลืมว่ามีคดีนี้ค้างคาอยู่ เพราะถูกกระแสของคดีลิววินสกี กับ คลินตัน กลบไปจนหมด จนในที่สุด วันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1998 นางซูซาน เวบเบอร์ ไรต์ (Susan Webber Wright) ผู้พิพากษาคดี พอลา โจนส์ ก็ได้สั่งยกฟ้องคดีของนี้จําหน่ายออกจากสารบบไปเสีย (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet