พิพากษาถอดถอนประธานาธิบดี Clinton เนื่องด้วยความผิดทางจริยธรรม

พิพากษาถอดถอนประธานาธิบดี Clinton เนื่องด้วยความผิดทางจริยธรรม

ตลอดเวลาที่ เคนเน็ธ สตาร์ร นําพยานปากต่างๆขึ้นให้ปากคําต่อหน้าคณะลูกขนนั้น สตาร์ร กลับไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการนําลิววินสกีมาให้ปากคําได้ ทั้งที่เขาได้รับการติดต่อจากทนายของเธอว่าเธอยินยอมจะเป็นพยานเพื่อแลกกับการคุ้มครองและกันเธอไว้เป็นพยานแล้ว ซึ่ง สตาร์ร ก็ตอบตกลงเช่นกัน แต่จากความพยายามเจรจากันหลายครั้งระหว่าง สตาร์ร และ กินส์เบิร์ก ทนายของลิววินสกี ทั้งสองไม่สามารถที่จะบรรลุข้อตกลงให้พอใจกันทั้งสองฝ่ายได้เลยสักครั้ง ซึ่งทั้ง สตาร์ร และ กินส์เบิร์ก ต่างก็โทษอีกฝ่ายว่าเป็นตัวขัดขวางการเจรจา

หลักฐานเด็ดมัดตัวประธานาธิบดี Bill Clinton

พิพากษาถอดถอนประธานาธิบดี Clinton เนื่องด้วยความผิดทางจริยธรรม

กินส์เบิร์ก อ้างว่า สตาร์ร บ่ายเบี่ยงจะให้สัญญาใดๆทั้งที่หลอกล่อเอาข้อมูลจากลูกความของเขาไปแล้วมากมาย ส่วน สตาร์ร ก็อ้างว่าอีกฝ่ายต่างหากที่ไม่มีความจริงใจ การโต้กันไปโต้กันมาเช่นนี้ก็ทําให้ โมนิกา ลิววินสกี เริ่มเกิดความไม่มั่นใจในตัวของ วิลเลียม กินส์เบิร์ก ว่ากําลัง ทําให้เธอยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปหรือไม่

ในที่สุด ลิววินสกี จึงได้ตัดสินใจขอเปลี่ยนทีมทนายใหม่กลางคันในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1998 เป็น เจคอบ สไตน์ (Jacob Stein) และ เพลโต คาเซริส (Plato Cacheris) ซึ่งทั้งสองเป็นทนายที่มีชื่อเสียงผู้เคยว่าความคดีอิหร่าน-คอนทรา (Iran-Contra) ในสมัยประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) มาก่อน

แต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการเปลี่ยนตัวทนายกลางคันครั้งนั้นไม่น่ามาจากความคิดของลิววินสกีเอง น่าจะเป็นผลมาจากทางทําเนียบขาวมากกว่า เนื่องจากทั้ง สไตน์ และ คาเซริส นั้นคุ้นเคยกับคนในทําเนียบขาวทั้งในทีมบริหารและทีมกฎหมายขอ คลินตันหลายคน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนของ เวอร์นอน จอร์แดน อีกด้วย และการเปลี่ยนม้ากลางศึกด้วยเช่นกันที่ทําให้การเจรจากับ เคนเน็ธ สตาร์ร เรื่องการปกป้องพยานของ ลิววินสกี เป็นผลสําเร็จ

ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1998 ทางฝ่าย สตาร์ร ก็ออกมาแถลงว่ามีการขอคําสั่งศาลให้มีการกัน โมนิกา ลิววินสกี ไว้เป็นพยานภายใต้เงื่อนไขการคุ้มครองพยาน โดยที่ทางฝ่าย ลิววินสกี ได้ยินยอมที่จะให้การต่อหน้าคณะลูกขุนชุดใหญ่เพื่อพูดความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับประธานาธิบดีคลินตัน โดยสิทธิ์ที่ได้รับจากการคุ้มครองพยานนี้ครอบคลุมไปถึงสิ่งที่เธอเปิดเผยทั้งหมดจะไม่สามารถนํากลับมาเอาผิดกับเธอได้อีกในภายหลังเพื่อให้พยานกล้าเปิดเผยความจริงออกมา ซึ่งสิ่งนี้ไม่ทราบว่าเป็นผลดีต่อทําเนียบขาวอย่างไร หากทางทําเนียบขาวเป็นผู้วางเกมให้มีการเปลี่ยนทนายเกิดขึ้นจริง

เมื่อถึงวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1998 ประธานาธิบดีคลินตันก็ได้รับหมายเรียกจากการถูกแจ้งข้อกล่าวหาให้การเท็จเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ โมนิกา ลิววินสกี ในการเบิกความคดีของ พอลา โจนส์ จากอัยการ ซึ่งเขาจะต้องให้การต่อหน้าคณะลูกขุน แต่การให้การครั้งนี้ได้รับการอนุโลมให้กระทํากันที่ทําเนียบขาวในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1998 และในวันต่อมาคือวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1998 ลิววินสกีก็ขึ้นให้การในฐานะพยานในกรณี การให้การเท็จของคลินตัน ในคดีเดียวกัน

ซึ่งหนึ่งในหลักฐานที่ถูกอัยการนํามาใช้และถือเป็นหลักฐานที่มัดคลินตัน จนแน่นก็คือ “ชุดสีฟ้า” ที่ลิววินสกีสวมในการพบกันครั้งที่ 10 ของทั้งสองเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 นั่นเอง ซึ่งภายหลังจากการพบกันครั้งนั้นเธอได้พบว่าชุดของเธอเปื้อนคราบอสุจิด้วย จึงนําเรื่องนี้ไปเล่าให้ ลินดา ทริปป์ ฟังโดยที่ไม่ทราบเลยว่า ทริปป์ ได้เริ่มแผนการอัดเทปเสียงของเธอเอาไว้แล้วเวลานั้น และ ทริปป์ เองที่เป็นผู้แนะนําไม่ให้นําชุดนั้นไปซักแห้ง

ซึ่งเมื่อลิววินสกียินยอมเป็นพยานแล้ว เธอก็ถูกขอให้ส่งชุดสีฟ้าของเธอชุดนั้นให้กับเอฟบีไอเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับประธานาธิบดีคลินตัน จากนั้น เอฟบีไอ ก็ได้ ขออํานาจศาลสั่งให้ประธานาธิบดีคลินตัน ยินยอมรับการตรวจดีเอ็นเอเพื่อนํามาเทียบกับสิ่งที่พบบนชุดของลิววินสกีชุดนั้น และกลายเป็นหลักฐานที่ทําให้คลินตันดิ้นไม่หลุดในภายหลัง

พิพากษาถอดถอนประธานาธิบดี Clinton เนื่องด้วยความผิดทางจริยธรรม

พิพากษาถอดถอนประธานาธิบดี Clinton เนื่องด้วยความผิดทางจริยธรรม

ประธานาธิบดี คลินตัน ให้การต่อหน้าคณะลูกขุนชุดใหญ่ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1998 ที่ทําเนียบขาว นับเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่ถูกหมายศาลบังคับให้ต้องยินยอมให้การต่อหน้าคณะลูกขุนในลักษณะนี้ และในการให้การวันนั้นก็เป็นอีกครั้งที่คลินตันยืนยันเด็ดขาดว่าเขาไม่มีพฤติกรรมดังที่กล่าวหาเขาแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่คําให้การของคลินตันไม่มีความสําคัญอีกต่อไป เนื่องจากทาง เคนเน็ธ สตาร์ร มีหลักฐานมากพอที่จะนําเรื่องนี้ยื่นแก่รัฐสภาสหรัฐฯทําการถอดถอน คลินตันออกจากตําแหน่งประธานาธิบดีแล้ว

พอถึงวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1998 เคนเน็ธ สตาร์ร จึงได้นําผลสรุปการสืบสวนและการให้ปากคําของพยานปากต่างๆรวมถึงหลักฐานทั้งหมดที่อยู่ในรายงานหนา 445 หน้า บรรจุลงในลัง 18 ลัง ขนไปแจกให้กับที่ประชุมรัฐสภาสหรัฐฯได้พิจารณาถอดถอนตําแหน่งประธานาธิบดีในวันนั้น โดยสภา ได้ลงคะแนนเสียงยินยอมรับเอกสารรายงานของสตาร์รทั้งหมดในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1998 และผลจากการที่สภามีมติยอมรับหลักฐานของสตาร์รชิ้นนั้นจึงทําให้เอกสารสรุปคดีชุดนั้นสามารถเผยแพร่ต่อสาธารณะได้

นับแต่วินาทีนั้นพายุลูกใหญ่จึงเริ่มถาโถมเข้าใส่ทําเนียบขาวและเก้าอี้ประธานาธิบดีของคลินตัน และตามด้วยพายุลูกต่อมาที่โถมซัดเข้ามาในวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1998 เมื่อวุฒิสมาชิกพรรครีพับริกันเดินเกมกดดันรัฐสภาให้ยินยอมนําวิดีโอเทปการให้ปากคําของประธานาธิบดีคลินตันที่ให้การไว้ทั้งหมดออกสู่สาธารณะ

เทปวิดีโอดังกล่าวนี้ได้ถูกนําออกเผยแพร่ทางช่องเคเบิลทีวีทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1998 กระทั่งในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1998 พายุลูกที่ 3 ก็กระหน่ำเข้าใส่คลินตันอีกลูกหนึ่ง เมื่อ เคนเน็ธ สตาร์ร นํารายงานอีกชุดของเขาที่ถอดจากเทปบันทึกเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์

ระหว่าง ลินดา ทริปป์ กับ โมนิกา ลิววินสกี ออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นลําดับต่อมา โดยในรายงานชุดนี้ยังกล่าวถึงรายละเอียดของพฤติกรรมต่างๆที่ประธานาธิบดีคลินตันปฏิบัติกับลิววินสกี ตั้งแต่มีการพบกันครั้งแรก จนถึงการมีความสัมพันธ์กันครั้งต่างๆซึ่งออกมาจากปากของ ลิววินสกี เองอีกด้วย นับจากวินาทีนั้นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีกับสาวฝึกงานก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องซุบซิบหรือข่าวโคมลอยที่หาที่มาที่ไปไม่ได้อีกต่อไป

แต่มีพยานหลักฐานชัดเจนที่สื่อมวลชนทุกแห่งต่างช่วยกันกระพือเรื่องนี้จนกลายเป็นข่าวสําคัญระดับชาติ จนไม่มีซอกมุมไหนในประเทศอีกแล้วที่จะไม่ทราบเรื่องนี้ และกลายเป็นเรื่องฉาวแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่มีเรื่องฉาวใดจะสามารถเทียบได้เลย โดยทําเนียบขาวก็ไม่สามารถใช้อํานาจอะไรมายับยั้งหรือปกปิดข่าวฉาวนี้ได้อีกต่อไป และถูกนํามาล้อเลียนจากแวดวงต่างๆไม่แต่เพียงทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่รวมถึงทั่วโลกเลยทีเดียว

จากการยอมรับหลักฐานของ สตาร์ร เช่นกัน จึงเท่ากับรัฐสภาสหรัฐฯเชื่อว่าการผิดประเวณีระหว่าง คลินตัน กับ ลิววินสกี นั้นมีมูลความจริง ซึ่งก็ทําให้คําปฏิเสธของคลินตันที่เคยให้การต่อศาลในเรื่องนี้ ถือเป็นการให้การเท็จหลังจากให้คําสัตย์ปฏิญาณต่อศาลในการให้การคดี พอลา โจนส์ เช่นกัน จึงถือเป็นความผิดทางด้านจริยธรรมร้ายแรงสําหรับตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ (กรณีที่คลินตัน ถูกอัยการยื่นฟ้องขอให้มีการถอดถอนเขาออกจากตําแหน่งเป็นกรณีการให้การเท็จ ไม่ใช่กรณีความสัมพันธ์ชู้สาวกับลิววินสกี เรื่องของความสัมพันธ์กับลิววินสกีเป็นเพียงพยานหลักฐานเพื่อชี้ให้เห็นว่าคลินตันให้การเท็จเท่านั้น)

ในที่สุดรัฐสภาสหรัฐฯก็ได้กําหนดนัดหมายให้เปิดสมัยประชุมเพื่อถอดถอนคลินตันออกจากตําแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1998 คลินตัน จึงนับเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 2 ที่ต้องถูกนําเข้าสู่กระบวนการถอดถอน คนแรกก็คือประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสันส์ (Andrew Jacksons) และเมื่อมาจนถึงจุดนี้ได้ก็ต้องถือว่าเป็นชัยชนะของ เคนเน็ธ สตาร์ร ที่สามารถนําคลินตันเข้าสู่กระบวนการเช่นนี้ได้สําเร็จหลังจากไม่สามารถเอาผิดเขาในกรณีไวต์วอเตอร์ในครั้งนั้น

ถึงแม้ว่าเมื่อกระบวนการถอดถอนมาถึงที่สุดในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1999 และฝ่ายที่ต้องการให้มีการถอดถอนคลินตันจะพ่ายแพ้ก็ตาม (ผลของการลงมติถอดถอนครั้งนั้น ฝ่ายที่ต้องการให้ถอดถอนคลินตันออกจากตําแหน่งพ่ายให้แก่ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ถอดถอน 45 ต่อ 55 เสียง ซึ่งในฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ถอดถอนนั้นมีเสียงของฝ่ายเดโมแครต ฝั่งคลินตันทั้งหมด 45 เสียง ส่วนอีก 10 เสียงเป็นของฝ่ายรีพับลิกันที่เดโมแครตวิ่งเต้นหามาได้)

คำพิพากษาทางสังคมที่มีต่อประธานาธิบดีผู้อื้อฉาว

พิพากษาถอดถอนประธานาธิบดี Clinton เนื่องด้วยความผิดทางจริยธรรม

ถึงผลจะออกมาเช่นนี้ และทําให้ประธานาธิบดีคลินตันยังสามารถนั่งอยู่ในตําแหน่งต่อไปได้ แต่การนั่งในตําแหน่งของเขานับจากนั้นมาก็ไม่มีความสง่างามแต่อย่างใด เพราะเมื่อความจริงปรากฏออกมาอย่างชัดแจ้งดังนี้แล้ว คลินตัน จึงไม่เพียงแต่ผิดในกรณีที่ให้การเท็จเท่านั้น เขายังผิดในข้อที่ถูกกล่าวหาว่าประพฤติผิดประเวณีอีกด้วย แม้การลงคะแนนเสียงของรัฐสภาสหรัฐฯในเวลานั้นจะออก มาแบบพวกมากลากไปจนได้รับชัยชนะไปตามความคาดหมายก็ตาม แต่ก็ไม่อาจจะฟอกชําระความผิดนี้ได้ โดยเฉพาะในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

การลงคะแนนเสียงถอดถอนคลินตันที่เกิดขึ้นเป็นเพียงคําพิพากษาของระบบการเมืองที่ถูกเขียนขึ้นโดยคนกลุ่มเดียวที่ผูกขาดอํานาจเอาไว้เพียงเพื่อสนองความต้องการของพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่คําพิพากษาของสังคมที่แม้จะมาช้าเสมอ

แต่ในที่สุดมันก็มาและแสดงให้เห็นถึงพลังอํานาจของสังคมที่ยิ่งใหญ่ซึ่งไม่ยอมปล่อยให้ใครมาเปลี่ยนสีดําให้เป็นสีขาวได้ง่ายๆ เพราะเมื่อครบวาระในการดํารงตําแหน่งของคลินตันลงแล้ว และจะต้องมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ในปี ค.ศ. 2000 อัล กอร์ (Al Gore) ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต กลับเป็นผู้รับคําพิพากษาของสังคมที่เกิดจากวิกฤติศรัทธาในตัวของ บิลล์ คลินตัน อย่างรุนแรงจนทําให้คะแนนเสียงที่เขาควรจะโดดเด่นเหนือคู่แข่งขันที่ไร้ผลงานอย่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) จากพรรครีพับลิกัน

เนื่องจาก อัล กอร์ สร้างผลงานเอาไว้อย่างมากมายจนถือเป็นตัวเก็งว่าจะได้ดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีคนต่อมา แต่เขาก็กลับต้องพ่ายแพ้ให้แก่ จอร์จ บุช อย่างชนิดที่คะแนนฉิวเฉียดที่สุด นั่นคือคําพิพากษาที่สังคมมอบให้ เพียงแต่ผู้รับเคราะห์กลับเป็นเพื่อนของผู้กระทําผิดเท่านั้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet