ความพยายามก้าวขึ้นไปสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจของเกาหลีเหนือ ตอนที่ 3

ความพยายามก้าวขึ้นไปสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจของเกาหลีเหนือ ตอนที่ 3

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 ศูนย์เตือนภัยแผ่นดินไหวของสหรัฐฯก็สามารถจับแรงสั่นสะเทือนใต้ดินได้อีกครั้ง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณภูเขามันตัปซาน ใกล้กับบริเวณที่เกิดครั้งก่อน ครั้งนี้สามารถตรวจจับความรุนแรงได้มากถึงระหว่าง 2 ถึง 7 กิโลตัน มากกว่าครั้งก่อนหลายเท่าตัว โดยนับเป็นครั้งที่ 2 ในการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่ห่างจากครั้งแรกเป็นเวลานาน 3 ปี อย่างไรก็ดี การทดลองนิวเคลียร์ครั้งต่อมาของเกาหลีเหนือก็ต้องถูกทอดยาวออกไป เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพของ คิม จอง-อิล ซึ่งก็ทิ้งปัญหาความพยายามของนานาชาติที่ต้องการจะให้เกาหลีเหนือยุติโครงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ค้างคาไว้อย่างนั้น

ยุคสมัยของ คิม จอง อึน (Kim Jong-un)

ยุคสมัยของ คิม จอง อึน (Kim Jong-un)

กระทั่ง คิม จอง-อิล ถึงแก่อนิจกรรมลงในปี ค.ศ. 2011 และผู้นําคนใหม่ของเกาหลีเหนือก็คือบุตรชายนามว่า คิม จอง-อึน (Kim Jong-un) ซึ่งเป็นคนหนุ่มวัยเพียงไม่ถึง 30 ปีในวันที่ขึ้นดํารงตําแหน่งผู้นําประเทศ ท่ามกลางข้อสงสัยต่อความสามารถด้านการปกครองประเทศของเขา และก็ด้วยความหนุ่มแน่นและห้าวของผู้นําคนใหม่นี้เอง จึงทําให้เขากล้าที่จะประกาศว่าจะนําเกาหลีเหนือไปสู่การเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์แข่งขันกับประเทศมหาอํานาจให้สําเร็จจงได้ในสมัยของเขา

ถึงแม้ว่าก้าวแรกของ คิม จอง-อึน จะล้มเหลวกับการส่งดาวเทียมกวางเมียงซอง 3 (Kwangmyongsong-3) ขึ้นสู่อวกาศในเดือนเมษายน ค.ศ. 2013 แต่ก็สามารถกู้หน้าสําเร็จในการส่งกวางเมียงซอง-3 ยูนิต 2 (KwangmyongSong-3 Unit 2) ขึ้นสู่อวกาศได้สําเร็จตอนช่วงปลายปีเดียวกันนั้น

ความสําเร็จในการส่งดาวเทียมกวางเมียงซอง-3 ยูนิต 2 ครั้งนี้ทําให้เกาหลีใต้เริ่มเกิดความหวาดกลัว เนื่องจากทราบว่าเกาหลีเหนือกําลังจะทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลจากการชี้เป้าของกวางเมียงซอง-3 ยูนิต 2 ซึ่งหมายถึงไม่ใช่เพียงแค่ยิ่งไปตกในทะเลญี่ปุ่นหรือข้ามประเทศญี่ปุ่นเหมือนครั้งก่อนๆ แต่สามารถยิงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกได้เลยทีเดียว และยังเชื่อด้วยว่าเกาหลีเหนือใกล้ถึงขีด ความสามารถในการบรรจุหัวรบนิวเคลียร์เข้ากับขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าไปทุกทีแล้ว ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับเกาหลีเหนือจะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ จึงเรียกร้องให้นานาชาติช่วยกดดันเกาหลีเหนืออย่างจริงจังอีกครั้ง

กลายเป็นประเทศหนึ่งที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์

กลายเป็นประเทศหนึ่งที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์

แต่ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติได้แต่ออกมาข่มขู่และเรียกร้องให้เกาหลีเหนือคํานึงถึงสนธิสัญญาเอ็นพี่ทีอยู่นั้น เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 เกาหลีเหนือก็มีการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินอีกครั้งเป็นครั้ง ที่ 3 ซึ่งครั้งนี้สามารถวัดความรุนแรงได้ 6 ถึง 9 กิโลตัน ซึ่งรุนแรงเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนๆมาก การทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 3 ยิ่งทําให้สหรัฐอเมริกาหวั่นไหวหนักเข้าไปอีก ถึงกับออกมาประณามตรงๆและขู่ว่าจะคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออย่างรุนแรงที่สุดอีกครั้ง ด้วยการให้สหประชาชาติยกเลิกความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ตัดเงิน ตัดอาหาร ตัดพลังงาน และตัดเส้นทางการเงินทั้งหมดที่จะเดินทางไปที่เกาหลีเหนือ

แต่การประกาศกร้าวของสหรัฐฯกลับไม่ทําให้ คิม จอง-อึน ผู้นําเกาหลีเหนือสะทกสะท้านแต่ประการใด โดยยังโต้กลับด้วยว่าอาวุธของเกาหลีเหนือที่มีอยู่ตอนนี้สามารถจะยิงข้ามทวีปไปตกในสหรัฐฯได้อย่างสบายๆ นอกจากนี้ คิม จอง-อึน ยังได้ประกาศไว้ในแผนงานของเขาตอนปลายปี ค.ศ. 2015 ด้วยว่าเกาหลีเหนือกําลังเตรียมแผนการใหม่ที่ระเบิดนิวเคลียร์หรือระเบิดอะตอมนั้นดูเด็กๆไปเลยนั่นก็คือระเบิดไฮโดรเจนที่มีขีดความรุนแรงกว่าหลายเท่าตัวนัก ซึ่งถ้าหากว่าเกาหลีเหนือทําสําเร็จ ก็จะเป็นเพียง 1 ในไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีระเบิดไฮโดรเจนในครอบครอง

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2016 การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็เริ่มขึ้นอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 ซึ่งครั้งนี้สามารถสร้างคลื่นแผ่นดินไหวได้ถึงระดับ 5.1 แมกนิจูด นับเป็นขนาดของแผ่นดินไหวขนาดกลางค่อนข้างสูงที่หมายถึงต้องมีการระเบิดบริเวณใต้พื้นดินอย่างรุนแรงมาก ซึ่งการทดลองครั้งนี้เกาหลีเหนือออกมาแถลงว่าเป็นความสําเร็จในการทดลองระเบิดไฮโดรเจนตามที่ประกาศไว้ แต่นานาชาติไม่เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะสามารถพัฒนาระเบิดไฮโดรเจนได้สําเร็จรวดเร็วเช่นนั้น อย่างไรก็ดีนานาชาติต่างก็ออกมาเรียงแถวประณามเกาหลีเหนือในการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ครั้งนั้นกันเป็นทิวแถว แต่เกาหลีเหนือก็ยังคงไม่สนใจกับคําประณามหรือคําขู่ใดๆ และเดินหน้าทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของตนต่อไป

กระทั่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 2016 ปีเดียวกัน เกาหลีเหนือก็ทดลองอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้งนับเป็นครั้งที่ 5 การทดลองครั้งนี้ สามารถตรวจวัดความรุนแรงได้ถึง 10 กิโลตัน และสามารถสร้างคลื่นแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 5.3 แมกนิจูด รุนแรงกว่าครั้งไหนๆที่เคยทดลองมา กระทั่งในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกันก็มีการทดสอบขีปนาวุธยิงไปตกลงที่ทะเลญี่ปุ่น ถือเป็นคําตอบสําหรับการประณามครั้งนั้น และหลังจากนั้นเกาหลีเหนือก็ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการว่า การทดลองระเบิดครั้งหลังสุดนี้ถือว่าเป็นความสําเร็จในการลดขนาดของระเบิดนิวเคลียร์ แต่มีอานุภาพที่รุนแรงเพิ่มขึ้น อันหมายถึงขนาดของระเบิดนิวเคลียร์ที่เล็กนี้พร้อมจะนําไปบรรจุเป็นหัวรบในขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือทดสอบจนสําเร็จไปหลายครั้งได้แล้ว

คําประกาศเช่นนี้ถือว่าเกาหลีเหนือยอมรับว่าตนมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือโดยสมบูรณ์แล้ว ซึ่งนานาชาติจะเชื่อหรือไม่ก็ตามสิ่งนี้ไม่ควรประมาท โดยเฉพาะประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้กับเกาหลีเหนือคือเกาหลีใต้และญี่ปุ่นนั้นก็คงต้องครั่นคร้ามเป็นเรื่องธรรมดา แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งวางตัวเป็นพี่ใหญ่ของสองประเทศนี้มาโดยตลอดได้แต่ออกมาประท้วงและเรียกร้องให้เกาหลีเหนือหยุดแผนการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ลงโดยไม่มีหนทางอื่น ได้แต่ข่มขู่ด้วยการคว่ำบาตรและให้นานาชาติยกเลิกการติดต่อการค้าและทําธุรกรรมใดๆกับเกาหลีเหนือด้วยวิธีเดิมๆ แต่ก็ไม่เคยใช้ได้ผลมาร่วมครึ่งศตวรรษแล้ว

กระทั่งเวลาต่อมา ช่วงปลายสมัยของประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama) สหรัฐฯเริ่มใช้แผนใหม่ เมื่อมีผู้เสนอให้สหรัฐฯใช้ความสามารถด้านอินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วย โดยสร้างโปรแกรมเพื่อเข้าไป “แซ็ค” หรือ เจาะระบบคอมพิวเตอร์ของเกาหลีเหนือ เพื่อทําลายระบบปฏิบัติการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเสียเลย แต่แผนการนี้เพิ่งเริ่มดําเนินการ ประธานาธิบดีโอบามาก็หมดสมัยลงเสียก่อน ซึ่งมีหลายครั้งที่ระบบคอมพิวเตอร์ของเกาหลีเหนือล่มลง ก็มักมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริกาออกมาปล่อยข่าวกับผู้สื่อข่าว โดยอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากการเจาะข้อมูลของสหรัฐฯนั่นเอง

ความตึงเครียดดําเนินมาจนถึงสมัยของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งขึ้นมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯสืบต่อในปี ค.ศ. 2017 กรณีปัญหานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่เป็นหอกข้างแคร่มาโดยตลอดนี้ก็ดูว่าจะยิ่งยุ่งเหยิงจนหาทางออกไม่ได้มากขึ้นไปอีก เมื่อสองผู้นําทั้งเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกาต่างออกมาเล่นบท “เด็กดื้อกับเจ้าพ่อมาเฟีย” สาดซัดกันไปมาแบบแลกหมัด คิม จอง-อึน ก็มักออกมายั่วอารมณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ แบบแทบจะรายสัปดาห์ ส่วน ทรัมป์ก็สาดซัดกลับไปด้วยวาจาที่เผ็ดร้อนไม่จบไม่สิ้น และดูจะเล่นแรงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางไปตกลงใกล้กับชายฝั่งญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2017 สหรัฐฯก็ ตอบโต้ด้วยการประกาศซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในย่านทะเลญี่ปุ่น และกรีฑาทัพเรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบินเข้าไปในย่านนั้นในเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม ค.ศ. 2017 โดยสหรัฐอเมริกาก็ได้พยายามข่มขู่เกาหลีเหนือด้วยการยิงขีปนาวุธระหว่างซ้อมรบตรงบริเวณชายแดนระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้เช่นกัน และก็ทําให้เกาหลีเหนือโต้กลับด้วยการทดสอบขีปนาวุธ อีกลูกในเดือนเดียวกัน แต่ครั้งนี้เป็นขีปนาวุธข้ามทวีปที่เกาหลีเหนือต้องการแสดงแสนยานุภาพให้โลกเห็นว่าตนไม่ได้มีเพียงราคาคุย โดยยิงข้ามประเทศญี่ปุ่นลงไปตกกลางมหาสมุทร จากนั้น คิม จอง-อึน ก็ออกมาสําทับว่าสามารถล็อคเป้าให้ถึงสหรัฐอเมริกาก็ยังได้ ถ้าหากสหรัฐฯยังไม่ยุติการยั่วยุ เป้าหมายต่อไปก็อาจเป็นเกาะกวมของสหรัฐฯเอง

กระทั่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 2017 เกาหลีเหนือก็ดําเนินการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งครั้งนี้สามารถวัดคลื่นแผ่นดินไหวได้ถึง 6.3 แมกนิจูด เป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ครั้งหนึ่งที่เดียว เมื่อมาถึงจุดนี้เกาหลีเหนือก็ประกาศความสําเร็จในการเป็นประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์อีกประเทศหนึ่งโดยไม่ต้องปกปิดอะไรอีกต่อไป ทั้งยังข่มขู่สหรัฐอเมริกาด้วยว่า “หากยังไม่หยุดพฤติกรรมคุกคามชาติเล็กๆอย่างตน แมวน้อยตัวนี้ก็จะขอใช้เขี้ยวเสือขย้ำคอพญาอินทรีเอง”

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet