ความพยายามก้าวขึ้นไปสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจของเกาหลีเหนือ ตอนที่ 1

ความพยายามก้าวขึ้นไปสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจของเกาหลีเหนือ ตอนที่ 1

กล่าวถึงอาวุธมหาประลัยที่มนุษย์คิดประดิษฐ์ขึ้นมานั้น จนถึงปัจจุบันยังไม่มีอาวุธชนิดใดที่มีอํานาจทําลายล้างหรือประหัตประหารชีวิตของผู้คนได้อย่างมากมายมหาศาลภายในครั้งเดียวได้เท่ากับอาวุธนิวเคลียร์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงอานุภาพความรุนแรงของมันก็คือเหตุการณ์ที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถูกสหรัฐอเมริกาขนระเบิดนิวเคลียร์ หรือระเบิดปรมาณู 2 ลูกไปทิ้งลงที่นั่นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ทําให้เมืองทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลองลงในพริบตา และมีผู้คนล้มตายลงในทันที่มากกว่า 2 แสนคน โดยไม่รวมผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้รอดชีวิตที่ได้รับสารกัมมันตรังสีและต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคร้ายด้วยผลของกัมมันตรังสีที่แผ่กระจายจากการระเบิดอีกนับไม่ถ้วน

แต่นั่นเป็นอานุภาพของระเบิดนิวเคลียร์ในรุ่นแรกๆที่มีการคิดประดิษฐ์กันขึ้นเท่านั้น อาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบันเท่าที่มีการทดลองกันอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆนั้น สามารถยกระดับการทําลายล้างรุนแรงมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งลงในฮิโรชิมาและนางาซากิถึง 700 เท่าเลยทีเดียว โดยเฉพาะระเบิดที่มีการพัฒนากันขึ้นใหม่ที่เรียกว่า “ระเบิดไฮโดนเจน”

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อานุภาพการทําลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์ซึ่งแสดงให้เห็นที่ฮิโรชิมาและนางาซากิทําให้ชาติมหาอํานาจต่างๆต่างก็แข่งขันกันพัฒนาอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ให้มีขีดความสามารถในการทําลายเหนือกว่ากันให้ได้ เพื่อหวังเป็นเจ้าโลกที่ไม่มีใครสามารถต่อกรได้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่ประสบความสําเร็จในการประดิษฐ์อาวุธชนิดนี้ได้ก่อนใคร ก็ต้องการจะพัฒนาขีดความสามารถของมันให้ยิ่งยวดขึ้นไปอีก

หรือสหภาพโซเวียตประเทศรัสเซียในเวลานี้ซึ่งต้องการขยายอํานาจของตนให้ยิ่งใหญ่เหนือสหรัฐอเมริกาเช่นกัน ก็พยายามที่จะพัฒนาอาวุธชนิดนี้อย่างเร่งรีบ ถึงแม้ว่าจะประสบความสําเร็จได้ช้ากว่า แต่การเร่งมือในการพัฒนาอาวุธของรัสเซียก็สามารถทําให้ประเทศนี้ก้าวเดินไปข้างหน้าแบบก้าวกระโดด จนตาม สหรัฐอเมริกามาติดในช่วงเพียงแค่ 2 ทศวรรษเท่านั้น

กระทั่งปัจจุบันเชื่อว่าอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียไม่ได้ด้อยไปกว่าสหรัฐฯเลย หรืออาจจะล้ำหน้ากว่า เสียด้วยซ้ำ แม้ว่าตามหลักฐานที่ปรากฏสหรัฐอเมริกาจะมีจํานวนของอาวุธนิวเคลียร์มากกว่ารัสเซียก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียงตัวเลขเปิดเผยเท่านั้น ยังอาจมีข้อมูลอีกมากมายที่โลกไม่สามารถเข้าถึงความจริงหลังม่านเหล็กของรัสเซียได้ และนอกจาก 2 ประเทศนี้แล้ว ก็ยังมีประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษเช่นกันที่ประสบความสําเร็จในการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ หรือแม้แต่จีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอํานาจใหม่ในภายหลังก็ประสบความสําเร็จในการทดลองอาวุธชนิดนี้แล้วด้วยเช่นกัน และดูจะก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่เป็นจํานวนมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีประเทศ เช่น อินเดีย ปากีสถาน และอิสราเอล ซึ่งประกาศความสําเร็จในการทดลอง อาวุธนิวเคลียร์แล้วเช่นกัน

การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศต่างๆเหล่านี้ ล้วนแต่อ้างว่าเพื่อผลทางความมั่นคงที่ต้องการปกป้องตนเองจากการรุกรานของผู้อื่นทั้งสิ้น อาวุธนิวเคลียร์จึงเป็นเสมือนหลักประกันความมั่นคงให้กับประเทศต่างๆ ทั้งที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาอํานาจหรือไม่ได้เป็นมหาอํานาจเลยก็ตาม และด้วยการ ที่อาวุธนิวเคลียร์ได้กลายเป็นหลักประกันความมั่นคงไปแล้วเช่นนี้ จึงได้ทําให้ประเทศต่างๆทั้งเล็กและใหญ่ทั่วโลก ต่างก็ต้องการที่จะมีอาวุธชนิดนี้เก็บเอาไว้กอดเพื่อความปลอดภัยจากการถูกศัตรูโจมตี หรือป้องกันการรุกรานของประเทศมหาอํานาจก็ตาม ซึ่งก็มีหลายประเทศที่ไปไม่ถึงดวงดาวและต้องล้มเลิกโครงการไปในที่สุด เนื่องจากสนนราคาของการพัฒนาอาวุธชนิดนี้สูงมาก จนอาจทําให้ประเทศล้มละลายลงไปได้เลยทีเดียว หรือไม่ก็ถูกบีบคั้น และถูกกดดันจากชาติมหาอํานาจให้ต้องล้มเลิกและถอยออกจากการพัฒนาอาวุธไปเอง

แต่ใครจะไปคิดว่าประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งซึ่งถูกแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน แต่ส่วนหนึ่งกลับมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาอาวุธมหาประลัยชนิดนี้จนประสบความสําเร็จ แล้วใช้มันเป็นเครื่องต่อรองกับประเทศมหาอํานาจอย่างสหรัฐอเมริกาจนกลายเป็นหอกข้างแคร่ของสหรัฐฯที่แม้ต้องการจะลบประเทศนี้ออกจากแผนที่โลกก็ทําไม่ได้ถนัด เพราะความไม่แน่ใจกับขีดความสามารถการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศเล็กๆประเทศนี้นั่นเองว่าจะมีอานุภาพที่ร้ายแรงขนาดไหน หากตนผลีผลามทําอะไรลงไป สหรัฐอเมริกาก็อาจเผชิญกับบทเรียนราคาแพงที่ไม่คุ้มค่ากับการเสี่ยงก็เป็นได้ จนทุกวันนี้จึงได้แต่เพียงจดๆจ้องๆขี่ม้าเลียบค่ายสลับกับการข่มขู่ให้ประเทศเล็กๆประเทศนี้ยอมจํานนโดยที่ตัวเองก็ไม่กล้าจะบุกฝ่าเข้าไป เรากําลังพูดถึงประเทศเล็กๆอย่างเกาหลีเหนือ “แมวน้อยที่ติดเขี้ยวเสือ” นั่นเอง

สนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation of Nuclear Weapons)

สนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation of Nuclear Weapons)

นับจากที่มีการแข่งขันกันสร้างอาวุธมหาประลัยล้างโลกชนิดนี้ขึ้นมาก็เริ่มมีหลายชาติที่มองเห็นในความอันตรายใหญ่หลวงที่อาจเกิดขึ้น หากการพัฒนาอาวุธชนิดนี้เลยเถิดออกไปจนเกินความควบคุม มันก็อาจจะกลายเป็นอาวุธล้างโลกที่สามารถทําลายโลกทั้งใบลงเพียงชั่วพริบตา จึงมีการพยายามวิ่งเต้นให้เกิดข้อตกลงที่จะไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ออกไปจนเกินการควบคุมขึ้น ความพยายามนี้ดําเนินไปกว่าทศวรรษจึงประสบความสําเร็จและมีการลงนามในสนธิสัญญา “ไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์” โดยมีชื่อเรียกย่อๆของสนธิสัญญานี้ว่า เอ็นพีที (NPT) ย่อมาจาก (Non-Proliferation of Nuclear Weapons) โดย 200 กว่าประเทศทั่วโลกร่วมกันลงนามในปี ค.ศ. 1968

แต่ชาติสมาชิกต่างๆที่ร่วมลงนามในสนธิสัญญานี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาติที่มีอาวุธนิวเคลียร์ เพียงแต่มีโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อนํามาใช้ในทางสันติเท่านั้นซึ่งประเทศไทยก็ร่วมอยู่ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ด้วย แต่มีเพียง 5 ชาติเท่านั้นที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อังกฤษ และฝรั่งเศส แต่ก็มีประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองและ ไม่ยอมเข้าร่วมลงนามด้วยเช่นกัน คือ อินเดีย ปากีสถาน และอิสราเอล ส่วนเกาหลีเหนือนั้นยินยอมเข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญานี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 ซึ่งในเวลานั้นเกาหลีเหนือเพียงพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อนํามาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานเท่านั้น

การทดลองขีปนาวุธ นาดอง-1

การทดลองขีปนาวุธ นาดอง-1

โครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 ภายหลังสงครามเกาหลียุติลง 3 ปี ผู้นําเกาหลีเหนือในเวลานั้นคือ คิม อิล-ซุง (Kim Il-sung) มองเห็นถึงความจําเป็นที่เกาหลีเหนือจะต้องนําพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ จะโดยมีแผนเพื่อพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคตหรือไม่ก็ตาม คิม อิลซุง ได้ขอให้รัสเซียช่วยในการมอบความรู้เรื่องนิวเคลียร์ และส่งนักวิทยาศาสตร์ของเกาหลีเหนือไปศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังที่มอสโคว์ตั้งแต่นั้น โดยแจ้งความประสงค์กับรัสเซียว่าเพียงเพื่อการพัฒนาพลังงานเพื่อสันติเท่านั้น

กระทั่งอีก 3 ปีต่อมาในปี ค.ศ. 1959 ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียจึงเริ่มเป็นผลขึ้น โดยรัสเซียได้ให้ความช่วยเหลือในการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนานิวเคลียร์แห่งแรกขึ้นที่เมืองยองเบียน (Yongbyon) ในจังหวัดเพียงอันเหนือ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ และสร้างเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูเครื่องแรกเสร็จสมบูรณ์ สามารถเดินเครื่องได้ในปี ค.ศ. 1963 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์อย่างแท้จริงในปีนั้นโดยรับความช่วยเหลือ อย่างใกล้ชิดจากรัสเซียทั้งการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และการจัดหาอุปกรณ์และวัตถุดิบต่างๆให้

จนกระทั่งล่วงผ่านมาถึงช่วงทศวรรษที่ 1970 เกาหลีเหนือก็เริ่มแผนการจัดหาแร่ยูเรเนียมที่เป็นวัตถุดิบใช้ในการป้อนเชื้อเพลิงสําหรับเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูด้วยตัวเองได้สําเร็จ ช่วงเวลานั้นเองที่ คิม อิลซุง เริ่มมีความคิดที่จะขยับก้าวการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาเป็นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตนเอง จึงได้ปรึกษาเรื่องนี้กับ เลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ผู้นํารัสเซียในเวลานั้น แต่ก็ได้รับการปฏิเสธกลับจาก เบรจเนฟ ว่ายังไม่ใช่ช่วงเวลาที่จําเป็น ซึ่งอาจเป็นเพราะความหวงแหนความรู้เรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียในตอนนั้นมากกว่า

คิม อิลซุง จึงได้หันไปหาจีน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจาก เหมา เจ๋อ ตง (Mao Ze-dong) ผู้นําจีนเวลานั้นอีกเช่นกัน และในช่วงเวลานั้นเช่นกันที่ คิม อิลซุง ได้ชักชวน ปาค จงฮี (Park Chung-hee) ผู้นําเกาหลีใต้ในขณะนั้นให้มาร่วมมือกันพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยหวังจะให้มีความหนักแน่นเพียงพอระหว่างสองเกาหลี เพื่อจะให้ทั้งรัสเซียและจีนเห็นความสําคัญหันมายินยอมให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แต่เกาหลีใต้ก็ไม่ยอมร่วมมือด้วย

ในปี ค.ศ. 1985 เกาหลีเหนือประสบความสําเร็จไปอีกก้าวหนึ่ง เมื่อสามารถผลิตแป้งยูเรเนียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เรียกกันว่า “เค้กเหลือง (Yellowcake)” ได้สําเร็จ และในปีต่อมาเกาหลีเหนือก็สร้างห้องแล็บสําหรับการวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงพลูโตเนียมที่เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อีกชนิดหนึ่งซึ่งให้พลังงานที่สูงกว่า เป็นความคืบหน้าอีกก้าวหนึ่งที่เกาหลีเหนือพยายามปู ทางไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้สําเร็จให้ได้

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1985 นั่นเองที่เกาหลีเหนือได้เข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ และปีต่อมาเกาหลีเหนือก็ก้าวหน้าไปอีกก้าวเมื่อนักวิทยาศาสตร์ของตนประสบความสําเร็จในการทดลองสร้างโมเดอเรเตอร์ (Moderator) ซึ่งเป็นระบบสําคัญที่ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาฟิชชันโดยใช้กราไฟท์แทนการใช้น้ำแบบเดิม ความสําเร็จนี้ยิ่งทําให้เกิดความมั่นใจในขีดความสามารถของตนที่จะเริ่มต้นโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองขึ้น

กระทั่งปี ค.ศ. 1989 เมื่อกลุ่ม อิสเทิร์น บล็อค (Eastern Bloc) หรือกลุ่มค่ายคอมมิวนิสต์ในยุโรป ตะวันออกล่มสลาย และฝ่ายคอมมิวนิสต์ในรัสเซียกําลังประสบปัญหา ทําให้ยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลงในปีนั้นด้วย เกาหลีเหนือจึงต้องเร่งรัดโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตนเพื่อปกป้องตนเองจากสหรัฐอเมริกาที่เกาหลีเหนือระแวงมาโดยตลอด เพราะเกรงว่าสหรัฐฯอาจอาศัยโอกาสนี้บุกเข้าโจมตี จึงเร่งขยายศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ยองเบียนขึ้นมาเป็นฐานปฏิบัติการและทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสัญญาณในการขยายฐานปฏิบัติการณ์นี้ถูกจับได้โดยดาวเทียมจารกรรมของสหรัฐอเมริกาดวงหนึ่งสามารถถ่ายภาพความเคลื่อนไหวที่ฐานนิวเคลียร์ยองเบียนนี้ได้ สหรัฐฯจึงนําเรื่องนี้เข้าในที่ประชุมเอ็นพีทีเพื่อขอให้ตั้งทีมตรวจอาวุธเดินทางไปที่เกาหลีเหนือทําการตรวจสอบตามข้อตกลงในสนธิสัญญา

กระทั่งในปี ค.ศ. 1991 สหรัฐอเมริกาประกาศที่จะถอนขีปนาวุธซึ่งนําไปไว้ในเกาหลีใต้ตั้งแต่ช่วงสงครามเกาหลีรวมถึงที่นําเข้าไปติดตั้งตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 จํานวนเกือบ 1,000 หัวรบออกจากเกาหลีใต้ให้หมด เพื่อจะแสดงให้เกาหลีเหนือเห็นเป็นตัวอย่างว่าสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการแสดงท่าที่คุกคามใดๆต่อเกาหลีเหนือ แต่เรื่องนี้เชื่อว่าสหรัฐอเมริกาเพียงแค่ถอนออกเพียงบาง ส่วนเท่านั้น

ในปี ค.ศ. 1992 เกาหลีเหนือได้ยินยอมให้ทีมตรวจสอบอาวุธของ ไอ เออีเอ (IAEA) หรือ องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) เข้าทําการตรวจสอบฐานวิจัยพลังงานปรมาณูยองเบียน ซึ่งทีมตรวจสอบก็ได้ทํารายงานให้ ไอเออีเอ ทราบว่ามี บัญชีอุปกรณ์บางอย่างซึ่งอยู่ในรายการอุปกรณ์ต้องห้ามตามสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายนิวเคลียร์ปรากฏอยู่ โดยเฉพาะประเภทของพลูโตเนียมที่บ่งชี้ว่าสามารถนําไปผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้

แต่จากการเข้าไปตรวจเป็นครั้งที่สองในอีกหนึ่งเดือนต่อมานั้น ในครั้งนี้ทางเกาหลีเหนือไม่ยอมให้ความร่วมมือเท่าที่ควร เมื่อเจ้าหน้าที่ ไอเออีเอ ต้องการเข้าไปตรวจสอบยังฐานวิจัยยองเบียน ในส่วนที่มีการขยายและมีการก่อสร้างขึ้นใหม่นั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือกีดกันไม่ให้เข้าไปตรวจสอบ และขับไล่ผู้ตรวจสอบกลับไป

กระทั่งในปีต่อมา ปี ค.ศ. 1993 เกาหลีเหนือก็ได้ตอบโต้การถูกโจมตีด้วยคําพูดต่างๆนานาจาก สหรัฐอเมริกาในข้อสงสัยเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วยการข่มขู่ว่าจะขอถอนตัวออกจากสนธิสัญญาเอ็นพี่ทีเสียหากสหรัฐอเมริกายังไม่หยุดคุกคามสิทธิเสรีภาพของตน สิ่งนี้จึงทําให้สหรัฐอเมริกาเกิดเสียงแตกเป็นสองฝ่ายขึ้นมาในทันที ฝ่ายหนึ่งเป็นวุฒิสมาชิกของพรรครีพับลิกัน ที่ต้องการให้สั่งสอนเกาหลีเหนือกลับไปแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ส่วนอีกฝ่ายก็คือประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน (Bill Clinton) แห่งพรรคเดโมแครตซึ่งเพิ่งขึ้นรับตําแหน่งใหม่ๆ ต้องการให้แก้ปัญหานี้ด้วยการเจรจาทางการทูต กระทั่งหลังจากนั้นไม่กี่เดือน เกาหลีเหนือก็ประกาศถอนตัวออกจากสนธิสัญญาเอ็นพีทีจริงๆ ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเกาหลีเหนือก็ประกาศความสําเร็จในการทดลองขีปนาวุธลูกแรก คือ นาดอง-1 (Nodong-1) เป็นขีปนาวุธที่สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีของ ขีปนาวุธสกัด (Scud) ที่ผลิตโดยรัสเซีย ซึ่งไม่ใช่ขีปนาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด

การทดลองขีปนาวุธ นาดอง-1 นี้เกาหลีเหนือสามารถยิงไปตกลงในทะเลญี่ปุ่นจนทําให้สหรัฐอเมริการ้อนตัวขึ้นมาทันที จึงได้ขอเจรจากับเกาหลีเหนือเพื่อวางกรอบข้อตกลงเพื่อแก้ปัญหาการพัฒนาอาวุธ โดยสหรัฐฯสัญญาจะให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ พลังงานเชื้อเพลิง และความช่วยพัฒนาระบบน้ำมวลเบาเพื่อใช้ในกระบวนการนิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าแทนที่การใช้น้ำมวลหนักและกราไฟท์ที่มีขีดความสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่เกาหลีเหนือผลิตได้ก่อนหน้านี้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการรื้อถอนฐานทดลองที่ยองเบียน และต้องไม่มีการนําพลูโตเนียมเข้ามาใช้ในกระบวนการนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด

แต่การเจรจาสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในระดับหนึ่งก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในเกาหลีเหนือ เมื่อ คิม อิล-ซุง ผู้นําเกาหลีเหนือถึงแก่อนิจกรรมลงตอนปลายปี ค.ศ. 1994 และผู้ที่ขึ้นมาดํารงตําแหน่งผู้นําเกาหลีเหนือสืบต่อไปก็คือ คิม จอง-อิล (Kim Jong-il) บุตรชาย การ เปลี่ยนตัวผู้นําเช่นนี้ทําให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปด้วยนับจากนั้น (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet