ปรากฎการณ์ Big Bang การระเบิดครั้งใหญ่อันถือเป็นจุดกําเนิดของเอกภพ ตอนที่ 1

ปรากฎการณ์ Big Bang การระเบิดครั้งใหญ่อันถือเป็นจุดกําเนิดของเอกภพ ตอนที่ 1

ทุกวันนี้โลกก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่เราใช้ความรู้จากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในชีวิตประจําวันกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว แต่กลับยังมีผู้คนน้อยมากที่จะทราบถึงที่มาของสิ่งเหล่านั้นว่ามันมาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์แขนงไหนหรือเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร ยังมีคนอีกเป็นจํานวนมากมายมหาศาลในโลก ที่ไม่ทราบเลยว่าโลกเรามีแรงดึงดูด และทําให้เราสามารถยืนอยู่บนพื้นผิวโลกได้โดยไม่หลุดออกไปในอวกาศ มีคนจํานวนมากยังเชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของพวกเขา ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจําเป็นต้องรู้ มันเป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องศึกษาเรื่องต่างๆเหล่านั้นต่างหาก เป็น หน้าที่ของคนที่คิดที่ประดิษฐ์สร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาให้พวกเขาใช้งาน พวกเขามีหน้าที่เพียงแค่ใช้มันเท่านั้น

นี่คือความเชื่อของคนส่วนใหญ่ที่มีอยู่จํานวนมากมายมหาศาลบนโลกใบนี้ซึ่งไม่เคยทราบถึงความจริง ไม่เคยทราบถึงที่มาของสิ่งต่างๆในระดับที่ควรจะต้องทราบ เพื่อให้การดําเนินชีวิตของพวกตนจะได้เป็นไปอย่างรอบคอบและรู้เท่าทันในเรื่องต่างๆที่จะไม่ตกลงไปในกับดักของความไม่รู้ และดําเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อไปแก่สังคมโดยรวมในวันข้างหน้า

กำเนิดจักรวาล: ปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ หรือการบันดาลจากพระเจ้า

กำเนิดจักรวาล: ปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ หรือการบันดาลจากพระเจ้า

หากเทียบสัดส่วนของจํานวนมนุษย์ทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วทั้งโลกแล้ว อาจมีเปอร์เซ็นต์เพียงเลขตัวเดียวเท่านั้นที่มีความสนใจและพยายามศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประดับความรู้ หรือใช้สําหรับอธิบายสิ่งต่างๆรอบๆตัวเราที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวันว่ามันเป็นเช่นไร มาจากไหน ข้าวของ เครื่องใช้ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มันมาจากอะไร ความคิดของใคร และจะส่งผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง สิ่งนี้เองที่เรียกว่า “คิดแบบวิทยาศาสตร์” เพราะคําว่า “วิทยาศาสตร์ (Science)” มีความหมายหมายถึงกระบวนการศึกษาหาความรู้ในธรรมชาติอย่างมีเหตุผล สามารถอธิบายได้ด้วยหลักฐานอย่างเป็นวิชาการ

กระบวนการดังกล่าวนี้จะประกอบไปด้วยการศึกษา ทดสอบ หาคําอธิบาย และคาดการณ์ได้ เมื่อครบถ้วนกระบวนการทั้งหมดนี้แล้วจึงจะถือเป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ทุกวันนี้แม้ว่าคนทั่วโลกจะรู้จักชื่อของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เป็นอย่างดีว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก แต่ก็มีคนเป็นจํานวนมากที่รู้จักไอสน์สไตน์เพราะความโด่งดังที่ชื่อนี้ถูกกล่าวถึงอยู่เป็นประจําไม่ว่าในวงการไหนๆก็ตาม แต่กลับไม่ทราบเลยแต่อย่างใดว่าไอน์สไตน์ดังด้วยสาเหตุใด เป็นใครกันแน่ เป็นดาราหรือ นักการเมือง

วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งสําคัญ เราใช้ชีวิตกันอย่างสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นทุกวันก็เพราะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของมนุษย์มีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง แต่ถ้าหากเราใช้ชีวิตกันโดยไม่มีการปลูกฝังความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่คนในสังคมกันเลย เราก็จะดําเนินชีวิตไปเรื่อยๆโดย ไม่รู้เลยว่าอะไรกําลังเกิดขึ้นและกําลังจะเดินไปสู่จุดไหน หากเราไม่มีความรู้พื้นฐานที่เป็นเหตุเป็นผลอย่างวิทยาศาสตร์แล้ว เราก็คล้ายคนตาฝ้าฟางที่มองเห็นภาพอะไรไม่ชัด เป็นภาพเบลอๆซึ่งจับรายละเอียดอะไรไม่ได้ พอมีใครทําเสียงดังขึ้นมาก็ตกใจ เพราะมองเห็นภาพไม่ชัด จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครมาจูงมือเราไปไหนเราก็ตามเขาไปโดยไม่รู้เลยว่าไปดีหรือไปร้าย

ตัวอย่างเช่นความตื่นกลัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดโกลาหลตอนที่โลกกําลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปี ค.ศ. 2000 เพราะคอมพิวเตอร์จะเริ่มรีเซ็ตวันที่ใหม่ ทุกอย่างรอบข้างซึ่งต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะปั่นป่วน เครื่องมือในโรงพยาบาลจะหยุดทํางาน เครื่องบินจะตก ไฟจะดับไปทั่ว แม้ว่าจะมีความพยายามออกมาอธิบายจากผู้รู้ต่างๆว่าการรีเซ็ตวันที่นี้จะส่งผลกระทบน้อยมากถึงอาจไม่ส่งผลกระทบใดๆเลยก็ตาม แต่ก็ยังเกิดความแตกตื่นโกลาหลหวาดกลัวกันไปทั่ว พอผ่านพ้นปี 2000 มาได้เราถึงได้ประจักษ์ว่าเหล่าผู้รู้นั้นพูดจริงรู้จริง แต่เราก็ต้องเสียเงินให้กับพวกออกซอฟต์แวร์มาหลอกขายกันมากต่อมาก ก็เพราะเราไม่รู้ ไม่คิดแบบวิทยาศาสตร์ เอาแต่ตื่นตกใจจนไม่ฟังเหตุผล ไม่เชื่อผู้ที่รู้จริงนั่นเอง

กำเนิดจักรวาล: ปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ หรือการบันดาลจากพระเจ้า

หรืออีกเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความตื่นตระหนกกันไปทั่วโลกยิ่งกว่าเมื่อครั้งเหตุการณ์ปี 2000 ก็คือความเชื่อเรื่องโลกจะแตกในปี ค.ศ. 2012 ครั้งนั้นก็ทําให้คนทั้งโลกแตกตื่นกันโดยทั่วไปอีกจนได้ มีการนําเอาทฤษฎีและคําพยากรณ์แปลกๆต่างๆนานามาอ้างกันว่าโลกจะถึงกาลอวสานอย่างแน่นอนในปีนั้นจนเกิดความโกลาหลกันขึ้นอีกครั้ง ถึงกับมีการตั้งลัทธิวันสิ้นโลกกันขึ้นมากมาย ชักชวนกันออกมาร่วมฆ่าตัวตายหมู่เพื่อไปเกิดในดาวดวงใหม่ก็มีอยู่เป็นจํานวนมาก

แต่พอผ่านปี 2012 มาได้โลกเราก็ยังคงอยู่เป็นปกติ แม้สภาวะแวดล้อมจะแย่ลงไปก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพฤติกรรมของมนุษย์ที่ทําให้มันแย่ลงไปเรื่อยๆต่างหาก หาใช่ว่ามีอุบัติภัยอย่างใดอย่างหนึ่งมาทําให้โลกแตกลงไปได้ในปีนั้นแบบทันทีทันใด สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่คนจํานวนหนึ่งยังไร้ซึ่งความรู้ ความเข้าใจอย่างเป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง จึงได้ขาดสติ และขาดความยั้งคิด ตื่นตูมไปกับข่าวลือข่าวลวงต่างๆอย่างง่ายๆนั่นเอง

ก่อนหน้าศตวรรษที่ 20 นั้น ถึงแม้ว่าในวงการวิทยาศาสตร์ทางด้านดาราศาสตร์ และจักรวาลวิทยา จะมีความเข้าใจในเรื่องของโลก (Earth) และเอกภพ (Universe) (หรือความหมายที่มักคุ้นกันก็คือจักรวาล) มากขึ้นแล้วก็ตาม ก็ยังคงไม่สามารถจะลงลึกถึงความรู้ที่ซ่อนเร้นอยู่อีกมากมายได้เท่าใดนัก แต่ก็นับว่ามีความก้าวหน้าขึ้นไปมากแล้ว นอกจากจะสามารถค้นพบหลักฐานที่ทําให้ยอมรับกันโดยทั่วไปได้ว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของเอกภพตามที่เคยเชื่อและถูกปลูกฝังให้เชื่อมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ ยังมีการค้นพบสิ่งต่างๆไม่เคยรู้มาก่อนทั้งในระบบสุริยจักรวาล และนอกระบบสุริยจักรวาลของเราอีกมากมาย

แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังมีความเข้าใจกับเรื่องของเอกภพและดวงดาวต่างๆที่เราเห็นอยู่บนท้องฟ้าในยามค่ำคืนกันน้อยมาก แม้ว่าโลกจะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีอันทันสมัยมากมายตั้งแต่ ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาที่เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นและหาวิธีการอันล้ำสมัยต่างๆเพื่อที่จะไขปัญหาซึ่งเรายังไม่ทราบอย่างมากมายจนประสบผลสําเร็จมามากต่อมากแล้ว เราสามารถนํากล้องดูดาวขึ้นไปติดตั้งอยู่ในอวกาศและส่งยานอวกาศออกไปสํารวจนอกโลก หรือไกลจนถึงนอก ระบบสุริยะของเราได้สําเร็จเพื่อที่จะศึกษาและทําความเข้าใจกับเรื่องราวของโลกและเอกภพให้มากยิ่งขึ้นเพียงไหนก็ตาม เราก็ยังคงไปถึงความรู้แค่เพียงเศษธุลีเล็กๆเท่านั้น หากเทียบกับความกว้างใหญ่ไพศาลของเอกภพที่ซ่อนความเร้นลับซึ่งเรายังไปไม่ถึงเอาไว้อีกมากมายมหาศาลนัก

แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทราบได้ชัดเจนแล้วก็คือ เอกภพนี้ไม่ได้มีแต่เพียงระบบสุริยะของเราแห่งเดียว ไม่ได้มีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว หรือมีดาวเคราะห์เพียงแค่โลกและดาวอื่นๆเท่าที่เราสามารถมองเห็นบนท้องฟ้าได้เท่านั้น เราเคยเชื่อว่าเอกภพมีดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์เพียงดวงเดียว จนเมื่อมีการค้นพบดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเองดวงอื่นอีก เราก็ยังเข้าใจว่าดาวฤกษ์เหล่านั้นอยู่ในระบบดาวระบบเดียวกันกับเรา และเชื่อด้วยว่าเอกภพไม่ได้มีรูปแบบที่ซับซ้อนอะไรนัก มีเพียงเอกภพเดี่ยว ระบบดาวเดียว ทั้งดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ทั้งหมดล้วนอยู่ในระบบดาวระบบเดียวกันทั้งสิ้น

แต่แล้วความเชื่อเหล่านั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเหล่านักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาจนสามารถนําความชัดแจ้งในเรื่องต่างๆที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนมาให้เราได้ทราบ จนทําให้เราเริ่มเกิดคําถามขึ้นว่าเอกภพอาจไม่มีขอบเขตจํากัดอย่างที่เราเคยคิดกันมาก่อนก็เป็นได้ และยังประกอบด้วยระบบดาวต่างๆอีกนับเป็นจํานวนมากมายนัก ไม่ใช่มีระบบดาวเพียงระบบเดียวเพียงที่เราเคยเชื่อ ส่วนระบบสุริยะของเราหรือดวงดาวต่างๆที่เรามองเห็นอยู่บนท้องฟ้านั้นก็เป็นเพียงแค่กระจุกดาวเล็กๆของจํานวนดาวที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วนในเอกภพนี้เท่านั้น

และระบบสุริยะของเราก็ยังเป็นเพียงกระจุกดาวเล็กๆที่เป็นส่วนหนึ่งของขอบกาแล็กซี (Galaxy) หรือดาราจักรอัน กว้างใหญ่ไพศาลเพียงแห่งเดียวอีกด้วย ยังมีกระจุกดาวหรือระบบดาวอื่นๆอีกมากมายที่อยู่ร่วม กาแล็กซีเดียวกับเรา หรือที่เราเรียกว่า กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) และกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราก็ยังเป็นเพียงหนึ่งในจํานวนกาแล็กซีที่มีอยู่อย่างมากมายในเอกภพด้วยเช่นกัน

กว่าที่เราจะทราบถึงเรื่องราวของเอกภพหรือจักรวาลกันได้ดีขึ้นนั้น นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ต้องทําการศึกษาค้นคว้าและคอยเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอยู่เป็นเวลานานสะสมความรู้เหล่านั้น และถ่ายทอดสิ่งที่ค้นพบต่อๆมาจากรุ่นสู่รุ่นนับมาแต่สมัยโบราณจนกระทั่งถึง ปัจจุบันตลอดทุกยุคสมัยเราจึงได้รับความรู้ใหม่ๆที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราทราบว่าเอกภพมีความกว้างใหญ่ไพศาล ทราบว่าดวงดาวต่างๆและกาแล็กซีต่างๆมีอยู่อย่างมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว เราก็ยังต้องการจะค้นหาคําตอบต่อไปด้วยว่าที่มาของเอกภพนั้นจะเป็นเช่นไร ต้องการทราบว่าโลก และดวงดาวต่างๆเกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ท้าทายความอยากรู้ตลอดมา

แน่นอนว่าในทางวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อในคําตอบที่ว่าเอกภพเกิดขึ้นจากการบันดาลของพระเจ้า มันต้องเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่จะเป็นธรรมชาติหรือปรากฏการณ์แบบไหนที่ทําให้จู่ๆก็มีเอกภพกําเนิดขึ้นมาได้ และมีดาวดวงต่างๆเกิดขึ้นติดตามมามากมายล่องลอยอยู่ในอวกาศ ความพยายามค้นหาเรื่องนี้ของเหล่านักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์จึงได้ทําให้เกิดทฤษฎีต่างๆขึ้นมากมายเกี่ยวกับที่มาของเอกภพและดวงดาวต่างๆ แต่การค้นหาความจริงตามทฤษฎีต่างๆก็มักพบกับทางตันในที่สุด เมื่อไม่อาจที่จะหาหลักฐานใดๆมาอ้างอิงได้อย่างชัดเจนนักว่าเอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไรจึงต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ เป็นเช่นนี้ตลอดมานับแต่โบราณจนปัจจุบันเช่นกัน

กำเนิดทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang)

กำเนิดทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang)

กระทั่งเมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง เริ่มมีการเสนอแนวคิดในเรื่องการกําเนิดเอกภพที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีหักมุมจากสิ่งที่เคยเสนอกันมาทั้งหมด นับเป็นทฤษฎีที่เริ่มมีความชัดเจนและเป็นไปได้มากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นทฤษฎีการกําเนิดเอกภพทฤษฎีเดียวซึ่งได้รับความเชื่อถือมากที่สุดใน ปัจจุบัน ทฤษฎีดังกล่าวนี้ก็คือทฤษฎีว่าด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ที่เป็นจุดเริ่มต้นทําให้เกิดกลุ่มก๊าซกระจายลอยคว้างออกไปทุกทิศทุกทาง และกลุ่มก๊าซเหล่านั้นเองที่ในเวลาต่อมาได้รวมตัวกันขึ้นจนมีมวลอันหนาแน่นกลายเป็นดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ต่างๆขึ้น

ทฤษฎีดังกล่าวนี้ต่อมาได้ถูกเรียกว่า “บิ๊กแบง (Big Bang)” ที่แปลว่า การระเบิดครั้งใหญ่ แต่ถึงแม้ว่าทฤษฎีนี้จะได้รับความเชื่อถือกันอย่างแพร่หลายเพียงใด ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถพบหลักฐานที่ชัดเจนเพื่อนํามายืนยันความเป็นไปได้นับจากที่มีการเสนอออกมาล่วงเลยเป็นเวลานานจนกระทั่งมีนักดาราศาสตร์ผู้หนึ่งค้นพบหลักฐานที่สามารถใช้ยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีบิ๊กแบงอย่างน่าเชื่อถือที่สุดว่าเอกภพกําลังขยายตัว โดยการขยายตัวของเอกภพนั่นเองที่เป็นสิ่งบ่งชี้ได้อย่าง ชัดเจนว่าปรากฏการณ์บิ๊กแบงน่าจะเกิดขึ้นจริง โดยเปรียบเทียบกับการระเบิดของสิ่งใดก็ตาม สิ่งต่างๆจะกระจัดกระจายกระเด็นกระดอนขยายวงออกไปภายในรัศมีของแรงระเบิด แต่การที่ค้นพบว่าจักรวาลกําลังขยายตัวเช่นนี้ก็ยังไม่เพียงพอจะยืนยันการเกิดบิ๊กแบงได้อย่างแท้จริง

สิ่งที่สามารถยืนยันได้จึงต้องมีมากกว่านั้น นั่นคือการสํารวจพบว่าไม่ว่าจะเป็นกาแล็กซี กระจุกดาว หรือกลุ่มก๊าซที่กําลังจะก่อตัวเป็นดวงดาว กําลังเคลื่อนตัวไกลออกไป และห่างกันออกไปเรื่อยๆ สิ่งนี้จึงถือเป็นสิ่งที่ยืนยันทฤษฎีเรื่องการระเบิดครั้งใหญ่อันเป็นจุดเริ่มต้นในการเกิดเอกภพขึ้นได้เป็นอย่างดี เพราะการเคลื่อนตัวออกไปของสิ่งต่างๆเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กาแล็กซี กระจุกดาว หรือกลุ่มก๊าซเหล่านั้นได้เคลื่อนตัวห่างออกจากกันในลักษณะพุ่งออกไปจากศูนย์กลางที่หมายถึงศูนย์กลางการระเบิดครั้งใหญ่ครั้งนั้น เช่นเดียวกับการระเบิดซึ่งส่งทุกสิ่งทุกอย่างพุ่งออกไปจากศูนย์กลางของการระเบิดนั่นเอง

ในลักษณะเดียวกัน การระเบิดบิ๊กแบงจึงส่งให้กาแล็กซี กระจุกดาว หรือกลุ่มก๊าซเหล่านั้นเคลื่อนที่ออกจากศูนย์ของกลางการระเบิด การสังเกตเห็นว่าทั้งหมดกําลังเคลื่อนที่ห่างออกจากกัน และในขณะเดียวกันก็ยังเคลื่อนที่ออกไปในลักษณะขยายวงของเอกภพออกไปเรื่อยๆเช่นนี้ จึงถือเป็นตัวต่อชิ้นสําคัญที่สามารถบ่งบอกได้ถึงการขยายตัวของเอกภพซึ่งเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์บิ๊กแบงได้ค่อนข้างชัดเจน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet