Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 2

คานาเป (Canapes) กับประวัติศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับอาหาร

Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 2

คนฝรั่งเศสกินคานาเป (canapes) กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ตามธรรมเนียมแล้วอาหารจานนี้ประกอบด้วยฐานเล็กๆที่ทําจากขนมอบ ขนมปังปิ้ง หรือแครกเกอร์ และมีอาหารที่น่าสนใจกว่าอีกหลากหลายชนิดวางแปะอยู่ด้านบน คานาเปเหมือนเครื่องดื่มก่อนอาหารตรงที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร Continue reading Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 2

Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 1

ประวัติศาสตร์ชวนวิงเวียนของเครื่องดื่มก่อนอาหาร

Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 1

เครื่องดื่มก่อนอาหาร (aperitif) มาจากคําในภาษาฝรั่งเศสที่ใช้เรียกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สําหรับกระตุ้นความอยากอาหาร มีที่มาจากคํากริยาภาษาละติน aperire แปลว่า “เปิด” เดิมเป็นวิธีรักษาโรคตามทฤษฎีฮิวเมอริสม์ (humourism) ซึ่งเป็นกระแสนิยมในวงการแพทย์ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงศตวรรษที่ 19 Continue reading Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 1

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 3

ฟิชแอนด์ชิปส์ (Fish and Chips) กับประสบการณ์ทางศาสนาสําหรับคนอังกฤษ

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 3

ก่อนถึงกลางศตวรรษที่ 16 การกินเนื้อสัตว์ในวันศุกร์เป็นเรื่องต้องห้าม ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษด้วยการแขวนคอ แต่ด้วยอัจฉริยภาพของชาวอังกฤษในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จึงนําไปสู่นิสัยประจําชาติในการกินฟิชแอนด์ชิปส์ (fish and chips) วันศุกร์

กฎหมายนี้เกิดขึ้นจากธรรมเนียมชาวคริสต์ที่กําหนดให้สาธุชน ละเว้นการกินเนื้อทุกวันศุกร์ เนื่องจากพระเยซูสิ้นพระชนม์ในวันศุกร์ก่อนวันอีสเตอร์ ชาวคริสต์จึงยกย่องการเสียสละของพระองค์และไถ่บาปที่ตนเคยกระทําด้วยการงดกินเนื้อในวันศุกร์ทุกสัปดาห์มากว่าหลายร้อยปี (นี่ยัง เป็นที่มาของสํานวน หน้าวันศุกร์ (Friday-faced) ซึ่งหมายถึงคนที่ดูหดหู ซึมเศร้าด้วย] โชคดีสําหรับชาวคริสต์ผู้หิวโหยทุกหนแห่งที่คริสตจักรไม่นับ ปลาเป็นเนื้อสัตว์ (เช่นเดียวกับผู้กินมังสวิรัติหลายคน) นี่จึงเป็นสาเหตุที่ ตอนนี้คุณเห็นคนเข้าคิวยาวหน้าร้านฟิชแอนด์ชิปส์ทั่วอังกฤษทุกวันศุกร์ แม้หลายคนในนั้นอาจไม่รู้ตัวว่ากําลังบูชาหรือไถ่บาปด้วยการไม่กินเนื้อ

ความสัมพันธ์ระหว่างปลากับศาสนาคริสต์มีมานานแล้ว ไม่ใช่แค่การที่สาวกบางคนของพระเยซูเป็นชาวประมง แต่หากย้อนกลับไปสมัยที่ผู้เอ่ยถึงศาสนาคริสต์อาจโดนลงโทษด้วยการประหารชีวิต สัญลักษณ์ลับของศาสนานี้คือภาพวาดรูปปลาแบบเรียบง่าย คําจากภาษากรีกที่แปลว่า “ปลา” ยังเป็นอักษรย่อของคําในประโยคที่แปลได้ว่า “พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และพระผู้ช่วยให้รอด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าที่น่าคิดด้วยว่าศาสนจักรตั้งกฎข้อนี้เพื่อเพิ่มยอดขายปลา แต่น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน

เดิมปลาชุบแป้งทอดเป็นอาหารของชาวยิว นิยมกันมากในย่านอีสต์เอนด์ของลอนดอน ชาวยิวจํานวนมากลงหลักปักฐานกันที่นั่นตอนต้นศตวรรษที่ 19 ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ เขียนถึงร้านขายปลาทอดใน Oliver Twist (1839) และเฮนรีเมย์ฮิว (Henry Mayhew) ก็เขียนในหนังสือสํารวจลอนดอนระดับตํานาน 4 เล่ม (1851-1862) โดยประเมินว่ามีร้านขายปลาทอดในเมืองนี้ประมาณ 300 ร้าน

ขณะที่มันฝรั่งหั่นชิ้นทอดมีประวัติเก่าแก่ ยิ่งกว่านั้นอาจมีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 และคนขายก็มักเป็นชาวไอริช ก่อนหน้านี้อาหารจานด่วนที่ใช้มันฝรั่งเป็นวัตถุดิบและเป็นที่นิยมสูงสุดคือมันฝรั่งอบ แต่ในศตวรรษที่ 19 ผู้คนกลับชอบชิปส์มากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะในสกอตแลนด์และทางเหนือของอังกฤษ จนเกิดเป็นความคลั่งไคล้ในเมืองอุตสาหกรรมอย่างแลงคาเชียร์ ที่น่าสนใจก็คือดิกเคนส์เป็นคนแรกที่เรียกอาหารว่างชนิดนี้ว่า “ชิปส์” อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร Oxford English Dictionary อ้างอิง คําบรรยายของเขาจาก A Tale of Two Cities (1859) ว่าชิปส์คือ “มันฝรั่ง หั่นชิ้นหนาๆ ทอดด้วยน้ำมันไม่มากนัก”

คลื่นร้านขายชิปส์ซัดเป็นวงกว้างลงมาจากทางเหนือของอังกฤษ ส่วนคลื่นร้านขายปลาทอดก็ซัดขึ้นมาจากทางใต้ของอังกฤษ ในที่สุดคลื่นทั้ง 2 ลูกก็มาบรรจบกันในปี 1860 ชาวยิวอพยพชื่อ โจเซฟ มาลิน เปิดร้านบนถนนคลีฟแลนด์ในย่านอีสต์เอนต์ของลอนดอนเพื่อขายปลาทอด “แบบยิว” ควบคู่กับมันฝรั่งหั่นชิ้นทอดเป็นครั้งแรกมีผู้ต้องการซื้อ “อาหารจานด่วน” ชนิดใหม่ราคาย่อมเยานี้มากมาย จนไม่นานมาลินก็เปิดร้านฟิชแอนด์ชิปส์ทั่วลอนดอน ในปี 1863 ร้านฟิชแอนด์ชิปส์ของมิสเตอร์ลี (Mr Lee) เปิดทําการในตลาดโอลด์แฮมที่แลงคาเชียร์ และไม่นานเขาก็ขยายสาขาไปทั่วตอนเหนือของอังกฤษ

ทว่าการมาถึงของเรืออวนลากพลังไอน้ำในปี 1877 ต่างหากที่เป็นสิ่งปฏิวัติอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างแท้จริง มันทําให้เจ้าของร้านฟิชแอนด์ชิปส์ได้ซื้อปลาราคาถูกในปริมาณมากขึ้น พอถึงช่วงปลายศตวรรษ ร้านฟิชแอนด์ชิปส์ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอังกฤษเช่นเดียวกับรถไฟหัวจักรไอน้ำและความยากจนของชนชั้นแรงงาน เมื่อถึงปี 1925 ก็มีร้านฟิชแอนด์ชิปส์ 35,000 ร้าน ปลาที่ขายในร้านเหล่านี้คิดเป็น 2 ใน 3 ของปลาที่จับได้ทั้งหมดรอบเกาะอังกฤษ

ใน The Road to Wigan Pier (1937) จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwel) ผู้เป็นนักเขียนบทความและผู้เชี่ยวชาญทั่วไปเกี่ยวกับความยากจนของอังกฤษ จัดอันดับให้ฟิชแอนด์ชิปส์เป็นความสุขสบายในบ้านอันดับแรกสุด เขาถึงขั้นกล่าวว่าอาหารชนิดนี้ “ช่วยเลี่ยงการปฏิวัติ” และบางที่อาจให้กําเนิดแนวคิดเรื่อง “อาหารอุ่นใจ” (comfort food) ด้วย]

รัฐบาลให้ความสําคัญกับอาหารชนิดนี้อย่างเห็นได้ชัด ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ฟิชแอนด์ชิปส์จัดว่ามีความสําคัญต่อขวัญกําลังใจของประเทศจนเป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่อย่างที่ไม่ต้องปันส่วน (ส่วนหนึ่งเพราะอังกฤษไม่ต้องนําเข้าทั้งปลาและมันฝรั่ง) แม้ความชื่นชอบที่คนอังกฤษมีต่ออาหารซื้อกลับบ้านสัญชาติอินเดีย อิตาลี และจีน จะส่งผลให้ร้านฟิชแอนด์ชิปส์แบบเก่าลดจํานวนลง แต่กระนั้นร้านประเภทนี้ก็ยังคงมีเหลืออยู่เกือบ 9,000 แห่ง ซึ่งก็มากกว่าจํานวนร้านแมคโดนัลด์ในอังกฤษกว่า 7 เท่า

ตอนนี้ฟิชแอนด์ชิปส์คิดเป็น 20% ของอาหารซื้อกลับบ้านทั้งหมดในวันศุกร์ คาดกันว่าแต่ละปีมีการกินฟิชแอนด์ชิปส์เป็นอาหารเย็นกว่า 250 ล้านครั้งทั่วอังกฤษ ทําให้อาหารจานนี้กลายเป็นเหมือนสถาบันระดับชาติไปในที่สุด

ปลาไหลวุ้น: อาหารจานด่วนสำหรับผู้กล้าท้าลอง

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 3

กษัตริย์อังกฤษพระองค์เดียวที่เสียชีวิตจากอาหารคือพระเจ้าเฮนรี ที่ 1 (ราว 1068-1135) เชื่อกันว่าพระองค์เป็นเหยื่อโรคอาหารเป็นพิษ หลังกิน “แลมเพรย์ (lamprey) (ปลาไหล) มากเกินไป” ใครก็ตามที่เคยลองอาหารจานด่วนต้นตํารับลอนดอนอย่างปลาไหลวุ้น (jellied eel) อาจเข้าใจดีว่าเป็นเพราะอะไร

ปลาไหลซึ่งตอนนี้เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เคยพบได้มากในแม่น้ำเทมส์ กระทั่งมีการขึงตาข่ายดักตามลําน้ำเรื่อยมาถึงลอนดอนเลยทีเดียว จนกลายเป็นอาหารหลักของคนจนโดยเฉพาะในย่านอีสต์เอนด์ ปลาไหลจะถูกนําไปนั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ต้มในน้ำซุปแล้วรอให้เย็นจนจับตัวเป็นวุ้น (ปลาไหลมีความเป็นวุ้นโดยธรรมชาติ แต่ไม่แน่ใจว่านั่นทําให้พวกมันน่ากินขึ้นมาบ้างหรือเปล่า)

อาหารยอดนิยมอีกอย่างคือพายปลาไหล (eel pie) ทําโดยนําปลาไหลปรุงสุกไปหุ้มแป้งพาย กระทั่งมีเกาะที่ตั้งชื่อตามพายปลาไหล (Eel Pie Island) ในแม่น้ำเทมส์ที่ทวิกเคนแฮม เป็นที่ตั้ง ของโรงแรมเกาะพายปลาไหล (Eel Pie Island Hotel) ซึ่งเคยขึ้นชื่อเรื่องเป็นเวทีแสดงดนตรีของวงแจ๊ซและวงร็อก] โดยตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงอาหารจานนี้และการจับปลาไหลซึ่งเคยเกิดขึ้นที่นั่น

อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ ปลาไหลปรุงสุกไม่ว่าจะเป็นวุ่นหรือพายก็หาได้ยากในเมนูร้านอาหารต่างๆ ครั้งหนึ่งเคยมีร้านขายพายปลาไหลกับมันฝรั่งบดกว่าร้อยร้านในลอนดอน ยังไม่รวมเพิ่งข้างถนนซึ่งมีจํานวนมากกว่านั้น ร้านที่เหลืออยู่ในปัจจุบันเพียงไม่กี่ร้านตอนนี้มีอาหารขายดีคือพายเนื้อวัวกินกับมันบดราดเหล้า (ซอสพาสลีย์ชนิดหนึ่ง) น้อยคนที่จะกล้าสั่งปลาไหลวุ้นเพิ่ม แต่อาหารจานเด็ดชนิดนี้ก็ยังคงเป็นของโปรดสําหรับชาวลอนดอนตัวจริงอยู่ดี

ที่มาของเมนูฮอตดอก 

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 3

ฮอตดอก ฟังดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเป็นของว่างสมัยใหม่มากๆ ชื่อนี้เพิ่งเริ่มใช้กันในศตวรรษที่ 20 แต่ถ้าสืบค้นข้อมูลจากอีกชื่อหนึ่งอย่างแฟรงก์เฟอร์เตอร์ จะพบว่ามันมีสายตระกูลยาวนานกว่านั้น

ผู้อพยพจากเยอรมนี้นําสูตรไส้กรอกที่ชื่นชอบติดตัวมาอเมริกาด้วยเป็นไส้กรอกชนิดที่พวกเขากินกันมาตั้งแต่ยุคกลาง อันที่จริงเมืองแฟรงก์เฟิร์ตเพิ่งฉลองวันเกิดอายุครบ 500 ปีของแฟรงก์เฟอร์เตอร์ไปเมื่อ ปี 1987 หากย้อนกลับไปปี 1564 สมัยที่มักซิมิเลียนที่ 2 (Maximilian I) เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนกินอาหารว่างชนิดนี้กันทั่วไป ถึงขนาดมีการแจกจ่ายให้ประชาชนชาวแฟรงก์เฟิร์ตตามงานฉลอง

ส่วนความเชื่อมโยงระหว่าง “ไส้กรอก” กับ “สุนัข” เกิดขึ้นหลังจากนั้น นั่นคือช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อพ่อค้าเนื้อคนเก่งชาวแฟรงก์เฟิร์ตชื่อ โยฮันน์ เกออร์ก ลาห์เนอร์ (Johann Georg Lahner, 1772-1845) คิดค้น สูตรใหม่ที่ทําให้ไส้กรอกของเขามีสีน้ำตาลเนียนเด่น เขาตั้งชื่อให้มันว่า “ดัชชุนด์” (dachshund) หรือ “สุนัขตัวเล็ก” (ซึ่งยังเป็นจริงในทางกลับกัน ด้วยเพราะสุนัขพันธุ์ดัชชุนด์ก็ดูเหมือนแฟรงก์เฟอร์เตอร์อยู่ไม่น้อย บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุที่พวกมันได้ชื่อเล่นว่า “หมาไส้กรอก”)

แต่อาหารจานนี้จะมีที่ทางของตัวเองชัดขึ้นมากเมื่อไปอยู่ที่อเมริกา ขณะชาวเยอรมันลงหลักปักฐานทั่วอเมริกา พวกเขาก็แนะนําอาหารจานโปรดให้เพื่อนบ้านกลุ่มใหม่แล้วแฟรงก์เฟอร์เตอร์ก็ได้รับความนิยมล้นหลาม มีคํากล่าวอ้างจากทั่วสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับคนคนแรกที่เอา ไส้กรอกใส่ในขนมปังรวมถึงเรื่องเล่าอย่างน้อย 2 แบบเกี่ยวกับที่มาซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ว่าคนขายแฟรงก์เฟอร์เตอร์ให้ลูกค้ายืมถุงมือสีขาวเพื่อจะได้กินไส้กรอกร้อนโดยไม่ลวกมือ แต่ลูกค้าชอบติดถุงมือกลับไปด้วย คนขายเลยตัดสินใจเอาไส้กรอกใส่ในขนมปังแทน

แม้เรื่องที่ว่าใครเป็นคนคิดเอาไส้กรอกใส่ในขนมปังอาจยังหาข้อสรุปไม่ได้ ถึงกระนั้นก็แทบไม่มีข้อสงสัยว่าแฟรงก์เฟอร์เตอร์ประสบความสําเร็จได้อย่างไรและใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเมื่อ คริสเตียนฟอนแดร์ อาห์ (Christian Vonder Ahe, 1851-1913) ชาวเยอรมันหัวใสอีกหนึ่งนายซื้อทีมเบสบอลเซนต์หลุยส์บราวน์สตอกกิงส์ (St Louis Brown Stockings) ในปี 1882 หนึ่งในความคิดแรกๆของเขาคือตั้งราคาตั๋วไว้แค่ 25 เซนต์เพื่อให้มีคนดูเต็มสนาม ซึ่งคนเหล่านี้จะใช้เงินมากกว่านั้นหลายเท่าซื้อเบียร์และแฟรงก์เฟอร์เตอร์ นี่คือสิ่งที่นําไปสู่กําเนิดของสายสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างกีฬาเบสบอลกับฮอตดอกซึ่งยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

โดยทั่วไปเชื่อกันว่าคําว่า “ฮอตดอก” นั้นจริงๆแล้วถูกคิดขึ้นในการแข่งขันเบสบอลระหว่างทีมนิวยอร์กแยงกีส์ (New York Yankees) กับทีมไจแอนต์ส (Giants) ในปี 1901 วันนั้นอากาศเย็น แฮร์รี สตีเวนส์ (Hary Stevens) ผู้ได้รับสัมปทานสนามเบสบอลในรอบนั้นตัดสินใจกว้านซื้อไส้กรอกดัชชุนด์ทั้งหมดที่หาได้ คนขายอาหารของเขาจะร้องขายไส้กรอกว่า “ร้อนสุดๆ! กินไส้กรอกดัชชุนด์ตอนที่ยังร้อนสุดๆกันเถอะ!” ที. เอ. ดอร์แกน (T. A. Dorgan) นักวาดการ์ตูนลงหนังสือพิมพ์ซึ่งเฝ้าดูคนขาย อยู่พลันร่างภาพสุนัขดัชชุนด์ในขนมปังก้อนยาว แต่แล้วดูเหมือนเขาจะสะกดคําว่า “ดัชชุนด์” ไม่ถูกก็เลยเขียนข้อความกํากับภาพว่า “ฮอตดอก” (สุนัขร้อนๆ) แทน จากนั้นคําคํานี้ก็ติดปากคนอย่างรวดเร็ว

ดอร์แกนไม่ใช่คนแรกที่เล่นกับความคิดเรื่องเอาสุนัขจริงๆไปใส่ขนมปัง ดังเห็นได้จากบทกวีเชิงเสียดสีของสมาคมนักศึกษามหาวิทยาลัยเยลที่เขียนไว้ก่อนหน้านั้น 6 ปี ความว่า “สุนัขตัวนี้ชอบเห่าและกัด” คําโบราณเขาว่าไว้ แต่ผมอยากกัดสุนัขให้สาแก่ใจยามใส่มันไว้ในขนมปัง

บทกวีนี้สะท้อนความคลางแคลงใจในยุคสมัยนั้นว่าเนื้อส่วนดีที่สุดมักไม่ได้มาลงเอยในไส้กรอกราคาถูก ดังนั้นเนื้อที่ใช้อาจมาจากเนื้อสุนัขก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าเนื้อในไส้กรอกจะเป็นเนื้ออะไรก็เป็นที่แน่ชัดว่าฮอตดอกไม่ได้รสชาติแย่อะไรเพราะผู้คนไม่เคยบริโภคมันน้อยลงเลย ช่วงแรกผู้ผลิตแฟรงก์เฟอร์เตอร์พยายามหลีกเลี่ยงชื่อนี้ แต่เมื่อผู้คนรู้สึกต่อต้านเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้คนก็เลิกใช้ชื่อ “แฟรงก์เฟอร์เตอร์” แล้วเปลี่ยนไปใช้ “ฮอตดอก” แทน จากนั้นอาหารจานนี้ภายใต้ชื่อใหม่ก็พุ่งทะยานจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาจวบจนปัจจุบัน

* ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็มีการเปลี่ยนชื่อดัชชุนด์ (ชื่อพันธุ์สุนัข) เป็น “หมาน้อยเสรีภาพ” (liberty pup)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 2

สเต๊กซอลส์บรี: กระแสเห่ออาหารที่ช่วยรักษาแฮมเบอร์เกอร์จากศัตรู

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 2

หลักๆแล้วสเต๊กซอลส์บรีก็คือแฮมเบอร์เกอร์ที่ไม่มีขนมปัง เป็นผลงานการคิดค้นของชายประหลาดคนหนึ่งที่ถือเป็น ดร. แอตกินส์ (Dr Atkins) แห่งศตวรรษที่ 19 เขาคือ ดร. เจ. เอช. ซอลส์บรี (Dr J. H. Salisbury, 1823-1905) แพทย์และนักเคมีผู้เชี่ยวชาญ เขาปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ทหารเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกาในปี 1861 หลังจากผ่านไประยะหนึ่งเขาก็สังเกตเห็นว่าปัญหาหลักๆของทหารในสนามรบไม่ได้เกิดจากกระสุนแต่เป็นโรคท้องร่วง เขามองว่าเกิดจากอาหารคุณภาพต่ำ Continue reading The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 2

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 1

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 1

อาหารจานด่วนไปกันได้ดีกับชีวิตเมืองซึ่งผู้คนขาดแคลนพื้นที่หรือเวลาในการปรุงอาหารกินเอง และในเมื่อชาวโรมันได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กําเนิดเมือง ก็มีความเป็นไปได้มากว่าพวกเขาอาจคิดเรื่องอาหารจานด่วนเป็นกลุ่มแรก ตามเมืองต่างๆในอาณาจักรโรมัน คนจนส่วนใหญ่แออัดอยู่ในอินซูลาย (insulae เป็นภาษาละตินแปลว่า “เกาะต่างๆ”) ซึ่งเป็นอาคารที่พักหลายชั้นสร้างจากวัสดุราคาถูก เรื่องนี้ยังพิสูจน์ด้วยว่าที่พักตามอาคารสูงไม่ใช่แนวคิดใหม่ Continue reading The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 1

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 4

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 4

หลังจากเดินทางรอนแรมศึกษาเป็นเวลา 5 ปี ชาร์ลส ดาร์วิน และเรือหลวงบีเกิลก็กลับถึงอังกฤษ เขาจึงกลับไปเก็บรวบรวมตัวอย่างต่างๆที่ส่งมาแล้วบันทึกสถานที่ค้นพบกับรายละเอียดของสิ่งของทุกชิ้นลงในสมุด บันทึกแยกเป็นหมวดหมู่เพื่อนําไปทําการศึกษาค้นคว้าในเชิงลึกต่อไป จากนั้น ดาร์วิน จึงเขียนบทความต่างๆในสิ่งที่ค้นพบระหว่างการเดินทาง 5 ปีนี้ ออกเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการไปบรรยายความรู้ใหม่ๆที่ค้นพบตามที่ประชุมสัมมนาต่างๆ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่กล้านําการศึกษาเรื่องการก่อกําเนิดของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและธรรมชาติเป็นผู้คัดสรรออก มาเผยแพร่อย่างตรงไปตรงมาเนื่องจากเกรงว่าสังคมยังไม่พร้อมจะยอมรับ Continue reading Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 4

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 3

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 3

การเดินทางครั้งที่ 2 ของเรือบีเกิลครั้งนั้น จากที่ตั้งกําหนดการณ์เอาไว้เดิม 3 ปี ในที่สุดก็เลื่อนออกไปอีกเป็นเวลานานถึง 5 ปี โดยเริ่มต้นออกจากอังกฤษในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1831 และกลับอังกฤษอีกครั้งในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1836 แต่การเดินทางสํารวจโลกครั้งนี้ของดาร์วินไม่เพียงแต่เปลี่ยนโชคชะตาของเขาให้กลายเป็นนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น ยังทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อความเชื่อในเรื่องของจุดกําเนิดและการวิวัฒนาการของสรรพชีวิตทั้งมวลที่เคยเชื่อกันมาแต่เก่าก่อนอีกด้วย Continue reading Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 3

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 2

ชาร์ลส์ ดาร์วิน มีชื่อเต็มๆคือ ชาร์ลส โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) เกิดในปี ค.ศ. 1809 ที่ชรอปไชร์ (Shropshire) ประเทศอังกฤษ บิดามีอาชีพเป็นแพทย์ และยังเป็นนายทุนเงินกู้

ชาร์ลส์ ดาร์วิน มีชื่อเต็มๆคือ ชาร์ลส โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) เกิดในปี ค.ศ. 1809 ที่ชรอปไชร์ (Shropshire) ประเทศอังกฤษ บิดามีอาชีพเป็นแพทย์ และยังเป็นนายทุนเงินกู้อีกด้วย ครอบครัวของเขาจึงมีฐานะมั่งคั่ง และด้วยการที่บิดาเป็นนายแพทย์นี้เอง จึงคาดหวังให้ ดาร์วินเดินในสายทางเดียวกัน เพราะมีความเชื่อว่าอาชีพแพทย์นี้เป็นอาชีพที่นําทั้งเกียรติและความมั่งคั่งมาให้แก่วงศ์ตระกูล แต่ ดาร์วิน กลับไม่ชอบในอาชีพของบิดาเลย เขาไม่ต้องการจะเป็นแพทย์ โดยสนใจจะเป็นนักพฤกษศาสตร์และนักกีฏวิทยามากกว่า Continue reading Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 2

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 1

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 1

ในคัมภีร์ไบเบิล (Bible) ของชาวคริสต์กล่าวว่าพระเจ้าสร้างโลกนี้ขึ้นภายใน 7 วัน และมนุษย์ทุกวันนี้ก็สืบเผ่าพันธุ์มาจาก อดัม (Adam) กับ อีฟ (Eve) ที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นรวมถึงสัตว์และพืชพรรณต่างๆ สรรพสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนแต่พระเจ้าเป็นผู้บันดาลให้เกิดขึ้นมาทั้งสิ้น ซึ่งชาว คริสต์ที่ศรัทธาต่อพระเจ้าและมีอยู่เป็นจํานวนมากมายทั่วโลกก็ถูกสอนให้เชื่อเช่นนั้นมาโดยตลอดนับแต่โบราณ จะเป็นอย่างไรถ้าหากความเชื่อและความศรัทธาซึ่งมีมาหลายพันปีต้องถูกสั่นคลอนด้วยผลของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในโลกยุคปัจจุบันที่ทําให้ได้ความรู้ใหม่ๆซึ่งสามารถให้คําตอบอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือกว่าและน่าจะเป็นจริงได้มากกว่าคําสอนในคัมภีร์ ซึ่งเคยถูกบ่มเพาะให้เชื่ออย่างไม่ให้มีข้อโต้แย้งเหล่านั้น Continue reading Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 1

กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ท้าทายความเชื่อทางศาสนา ตอนที่ 4

กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ท้าทายความเชื่อทางศาสนา ตอนที่ 4

พอถึงปี ค.ศ. 1623 เมื่อพระสันตะปาปาเออร์บาน ที่ 8 ได้ขึ้นดํารงตําแหน่งพระสันตะปาปาองค์ใหม่แล้ว กาลิเลโอ จึงได้ตัดสินใจนําผลงาน ธิ แอสเซเยอร์ ออกมาพิมพ์เผยแพร่ในปลายปีนั้น โดยคาดหวังว่าอิทธิพลของพระสันตะปาปาองค์ใหม่นี้คงจะสามารถสยบฝ่ายที่พยายามบิดเบือนความจริงในเรื่องนี้ลงได้ แต่การคาดการณ์ในเรื่องนี้ของ กาลิเลโอ ผิดไปถนัด

Continue reading กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ท้าทายความเชื่อทางศาสนา ตอนที่ 4