กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ท้าทายความเชื่อทางศาสนา ตอนที่ 1

กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ท้าทายความเชื่อทางศาสนา ตอนที่ 1

วิทยาการสมัยใหม่ที่รายล้อมเราอยู่ในชีวิตประจําวันล้วนแต่มาจากพื้นฐานความรู้ด้านฟิสิกส์ทั้งสิ้น ฟิสิกส์ (Physics) เป็นแขนงวิชาหนึ่งของวิทยาศาสตร์ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของสสาร พลังงาน และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ เพื่อค้นหาคําตอบในการก่อกําเนิด คงอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับสูญของสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราทั้งในโลกนี้และจักรวาล การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์คนแล้วคนเล่าทําให้เราสามารถนําความรู้มาพัฒนาใช้จนเกิดเป็นสิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆขึ้นมากมาย

ความขัดแย้งของวิทยาศาสตร์กับศาสนา

ความขัดแย้งของวิทยาศาสตร์กับศาสนา

เราไม่มีทางที่จะมีเทคโนโลยีหรือวิทยาการที่ก้าวหน้าใดๆขึ้นได้เลย ถ้าหากว่าไม่มีความรู้ด้านฟิสิกส์เข้ามาช่วยไขความลับต่างๆที่ซ่อนเร้นอยู่ในธรรมชาติ และโลกก็จะไม่มีทางก้าวหน้ามาได้เร็วเช่นทุกวันนี้ด้วยเช่นกันหากไม่มีเหล่านักคิด หรือนักวิทยาศาสตร์ที่กล้าจะแสวงหาความรู้ใหม่ๆซึ่งท้าทายต่อความเชื่อเก่าๆ

โดยเฉพาะการท้าทายกับความเชื่อของกลุ่มทรงอิทธิพลในสังคมโลก อย่างเช่นกลุ่มศาสนาเป็นต้น ที่ความรู้ใหม่ๆซึ่งค้นพบนั้นเกิดไปหักล้างความเชื่อและความศรัทธาดั้งเดิมที่มีมานานหลายพันปี จนนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นต้องเผชิญกับแรงต่อต้านที่รุนแรงจากที่ต่างๆทั่วทุกสารทิศแทบเอาตัวไม่รอด แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นก็ยังไม่ยอมทรยศต่ออุดมการณ์ในการใฝ่รู้ที่ต้องการจะศึกษาและนําความรู้ใหม่ๆออกมาเปิดเผยต่อโลก เพราะว่าเรามีนักวิทยาศาสตร์ผู้หาญกล้าเหล่านั้นเกิดขึ้นมาตลอดทุกยุคทุกสมัยนั่นเอง โลกเราจึงได้มายืนอยู่ตรงจุดที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ได้

ตัวอย่างของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาระหว่างฝ่ายวิทยาศาสตร์ซึ่งได้ค้นพบความรู้ใหม่ๆกับฝ่ายศาสนาที่ปลูกฝังความเชื่อความศรัทธาแบบเก่าลงในสังคมให้เชื่อกันว่าเป็นความจริงหนึ่งเดียวที่ต้องไม่พึงสงสัย ก็คือความขัดแย้งในความเชื่อเรื่องสวรรค์และพระเจ้า รวมถึงเรื่องที่พระเจ้าเป็นผู้ สร้างโลกและทุกสรรพสิ่งซึ่งมักจะเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาเป็นประจําระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนา จนทําให้นักวิทยาศาสตร์ผู้นําความรู้ใหม่ๆมาให้สังคมได้ทราบถึงความจริงที่ตนค้นพบมักถูกต่อต้านอย่างรุนแรง และถูกสังคมด่าทอว่าเป็นพวกวิกลจริตไป บ้างก็ถูกโดดเดี่ยวจากสังคม และถูกขังถูกกักบริเวณด้วยคําสั่งของฝ่ายศาสนาอันทรงอิทธิพลในช่วงเวลาหนึ่งก็มีอยู่เป็นจํานวนมาก

กว่าสังคมจะยอมรับกับความจริงในเรื่องนี้ได้ก็ต้องใช้เวลาเปลี่ยนแปลงความคิดหลายศตวรรษเลยทีเดียว กรณีที่ชัดเจนที่สุดในความขัดแย้งเรื่องดังกล่าวนี้ก็คือกรณีที่เกิดขึ้นกับ กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีผู้ที่คนในรุ่นปัจจุบันขนานนามให้เป็น “บิดาแห่งการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์” แต่กว่าที่การค้นพบของกาลิเลโอจะได้รับการยอมรับนั้น เขาต้องต่อสู้กับความเชื่อเดิมซึ่งฝ่ายศาสนาปลูกฝังลงในหมู่ประชาชนทั่วไปมานานหลายพันปี กระทั่งบั้นปลายชีวิตของเขาก็ยังตกเป็นนักโทษของฝ่ายศาสนาและจบชีวิตลงอย่างเดียวดาย

ประวัติความเป็นมาของ กาลิเลโอ (Galileo)

ประวัติความเป็นมาของ กาลิเลโอ (Galileo)

กาลิเลโอ มีนามและนามสกุลเต็มๆว่า กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) มีชีวิตอยู่ในระหว่างช่วงศตวรรษที่ 16 ต่อเนื่องเข้าสู่ศตวรรษที่ 17 การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ของเขามากมายทั้งในด้านดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือคณิตศาสตร์ก็ตาม นับเป็นการเปิดประตูไปสู่ขุมความรู้ใหม่ที่ไม่เคยถูก เปิดเผยมาก่อน กาลิเลโอยังเป็นบุคคลแรกๆซึ่งทําให้วงการวิทยาศาสตร์เห็นถึงความสําคัญของการทดลองเพื่อจะให้ได้มาซึ่งความถูกต้องแม่นยําที่สุดในสิ่งต่างๆที่ทําการค้นคว้าอีกด้วย กระทั่งต่อมาได้กลายเป็นแบบแผนให้แก่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยใหม่ทั้งหมด

นอกจากนี้ในการค้นพบของกาลิเลโอหลายสิ่งหลายอย่างยังสามารถหักล้างความเชื่อเก่าๆที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการต่างๆของ อริสโตเติล (Aristotle) นักปราชญ์เอกในยุคสมัยกรีกโบราณซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ที่สถาปนาวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว หลักการสําคัญของอริสโตเติลที่ถือว่าเป็นความคิดซึ่งใหม่มากในยุคสมัยของเขาก็คือ การเสนอว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสาเหตุจึงมีผลติดตามมาและมีเหตุผลในการเกิดสิ่งนั้นๆขึ้นทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ อริสโตเติล จึงบัญญัติวิธีคิดแบบตรรกศาสตร์ (Logical) ขึ้นเพื่อศึกษาและวิเคราะห์สิ่งต่างๆรอบตัวด้วยการเฝ้าสังเกตให้รู้จริงในที่มาที่ไปของทุกสรรพสิ่ง

หลักการของ อริสโตเติล เช่นนี้จึงเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางจากเหล่านักคิดและนักปรัชญาหรือนักวิทยาศาสตร์นับจากยุคสมัยโบราณเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงยุคสมัยกลางว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นหลักการอันบริสุทธิ์ที่ไม่สมควรหักล้าง และถือเป็นพื้นฐานให้กับการศึกษาวิทยาศาสตร์เรื่องต่างๆมาเป็นเวลากว่าพันปี จนเมื่อมีผู้ที่หาญกล้าขึ้นมาหักล้างแนวทางของ อริสโตเติล ด้วยการ เสนอสิ่งใหม่ที่ตนค้นพบคราใดก็มักถูกต่อต้าน และถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตนอกรอย จนถึงกับถูกคว่ำบาตรไม่ยอมคบหาสมาคมด้วยเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดมา หรือแม้แต่ตัว อริสโตเติล เองก็ยังเคยถูกต่อต้านจากเหล่านักวิชาการและนักปรัชญาร่วมสมัยของเขามาก่อนเช่นเดียวกัน

ในแนวคิดและ วิธีการศึกษาหาความรู้ต่างๆที่ขัดแย้งกับคนร่วมสมัยและยังเคยขัดแย้งกับอาจารย์ของเขาเองคือ เพลโต (Plato) จนถึงเหล่าลูกศิษย์ของ เพลโต คนอื่นๆอีกด้วย ก็เพราะวิธีการศึกษาที่ปฏิวัติรูปแบบดั้งเดิมของเขานั่นเอง จนกระทั่งเมื่อยุคสมัยของเขาล่วงเลยมาแล้ว นักวิชาการรุ่นหลังจึงได้ประจักษ์ว่าหลักการของ อริสโตเติล ส่วนใหญ่นั้นถูกต้อง และยกย่อง อริสโตเติล ให้เป็นบิดาแห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ไปในที่สุด สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่า อริสโตเติล มีความคิดที่มาก่อนกาลและถูกต้องแม่นยําตั้งแต่เมื่อ 2 พันกว่าปีที่แล้วก็คือการเสนอแนวคิดที่ค้านกับความเชื่อดั้งเดิมที่คนทั่วไปในยุคสมัยนั้นเชื่อกันว่าโลกแบน แต่ อริสโตเติล เสนอว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงกลมและมีแกนโลกอยู่ภายใน เวลานั้นความคิดนี้ถูกคัดค้านกันเป็นอย่างมากจนถึงกับหาว่าเขาบ้าไปแล้วทีเดียว

แต่ความคิดของ อริสโตเติล ก็มีความผิดพลาดเมื่อเขาเสนอว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และมีดาวเคราะห์ดวงอื่นๆโคจรอยู่รอบๆ หลักการนี้ได้รับการเชื่อถือมากยิ่งขึ้นเมื่อ ปโตเลมี (Ptolemy) นักดาราศาสตร์ชาวกรีกยุคโบราณอีกผู้หนึ่งนําสิ่งที่ อริสโตเติล เสนอมาสร้างแบบจําลองวงโคจรของดาวต่างๆรวมถึงดวงอาทิตย์ซึ่งโคจรอยู่รอบๆโลกในลักษณะเป็นวงกลม และด้วยหลักการดังกล่าวนี้เช่นกันที่ในภายหลังได้ถูกทางฝ่ายศาสนานํามาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างศรัทธาของคนในสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับความเชื่อเรื่องพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและ ทุกสรรพสิ่งบนโลก รวมไปถึงสาเหตุที่พระเจ้าได้สร้างโลกและมนุษย์ขึ้นอีกด้วย

สิ่งนี้ก็ได้ถูกนํามาใช้ปลูกฝังลงในหมู่ประชาชนตลอดมานับตั้งแต่ที่คริสต์ศาสนาเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นในยุโรปไปจนกระทั่งถึงยุคสมัยกลาง และด้วยกระแสการยกย่อง อริสโตเติล ในหมู่นักคิดนักวิชาการรุ่นหลัง จึงทําให้ถ้าหากมีผู้ใดที่เสนอหลักการซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ อริสโตเติล เสนอก็ตาม ก็จะถูกเพ่งเล็งและกลั่นแกล้ง ซึ่งในที่สุดก็จะถูกทําลายชื่อเสียงให้ขาดความน่าเชื่อถือ จนถึงกับกล่าวหาว่าวิกลจริตหรือเป็นภัยต่อศาสนาเลยก็มี

ตัวอย่างของบุคคลในยุคสมัยกลางที่เสนอหลักการซึ่งค้านกับ อริสโตเติล และต้องต่อสู้กับแรงต่อต้านจากในฝ่ายศาสนามาก่อนก็คือ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) นักคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ ในช่วงศตวรรษที่ 15-16 โคเปอร์นิคัส นับเป็นคนแรกที่เชื่อว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแต่เป็นดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลาง โดยยังมี การสร้างแบบจําลองวงโคจรของดวงดาวต่างๆ รวมถึงโลกที่โคจรอยู่รอบๆดวงอาทิตย์อย่างใกล้เคียงกับสิ่งที่ค้นพบในปัจจุบันอย่างมากออกมาให้เห็นอีกด้วย

แต่ในที่สุด โคเปอร์นิคัส ก็ต้องเผชิญกับแรงต่อต้านของฝ่ายศาสนาเมื่อพยายามจะเผยแพร่สิ่งที่เขาค้นพบสู่สาธารณะ โดยพระสันตะปาปาในเวลานั้นได้ขอให้เขาหยุดความคิดนี้เสีย ทําให้ โคเปอร์นิคัส ต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้ไม่กล้าที่จะนําออกตีพิมพ์ เพราะเกรงจะเกิดกระแสต่อต้านจากสังคม จนกระทั่งเมื่อเขาป่วยหนักและใกล้จะสิ้นใจลงนั่นเอง ถึงได้ขอให้เพื่อนของเขานําผลงานดังกล่าวไปตีพิมพ์ โคเปอร์นิคัส จึงได้เห็นสิ่งที่เขาค้นพบออกเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนหน้าจะสิ้นใจเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ภายหลัง โคเปอร์นิคัส แล้วยังมี กาลิเลโอ เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งพยายามนําหลักการของ โคเปอร์นิคัส มาศึกษาอย่างจริงจัง จนสามารถจะยืนยันในความถูกต้องของหลักการที่ โคเปอร์นิคัส ตั้งไว้ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางได้อย่างดี โดย กาลิเลโอ ได้นําหลักฐานจากการส่องกล้องดูดาวคุณภาพสูง ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเองเป็นกล้องดูดาวคุณภาพสูงตัวแรกของโลก ซึ่งสามารถพิสูจน์ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางไม่ใช่โลก และพยายามจะนําสิ่งที่เขาพบนี้ออกเผยแพร่เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะ แต่ผลลัพธ์ที่เขาได้รับกลับมาก็คือ การต่อต้านจากกลุ่มนักวิชาการฝ่ายอนุรักษ์หัวเก่าต่างๆซึ่งไม่พอใจกับเรื่องดังกล่าวที่ขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิม โดยเฉพาะความเชื่อทางศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ โคเปอร์นิคัส เคยหวาดกลัวมาก่อน และไม่กล้าจะนําสิ่งที่ค้นพบออกมาเผยแพร่นั่นเอง

หากแต่ กาลิเลโอ ต้องการให้สังคมรับทราบในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าจะเก็บเอาไว้คนเดียว ซึ่งในที่สุดเขาก็ต้องถูกฝ่ายศาสนาลงโทษครั้งแล้วครั้งเล่า จนสุดท้ายก็ถูกสั่งกักบริเวณให้อยู่แต่ในที่พักของตนไม่ให้พบหรือเสวนากับใคร แล้วยังห้ามไม่ให้มีการค้นคว้าหาความรู้ใดๆอีกต่อไปชั่วชีวิตด้วย แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป อิทธิพลของฝ่ายศาสนาเบาบางลง และกลุ่มอนุรักษ์นิยมหัวเก่าพวกนั้นก็คลายอิทธิพลลงไปตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 โดยได้มีกลุ่มความคิดหัวใหม่ที่เรียกว่า “แสง สว่าง (Enlightenment)” เข้ามามีอิทธิพลและชี้นําสังคมแทนที่ความคิด

หลักการของ กาลิเลโอ จึงถูกนํามาศึกษาและได้รับการยอมรับกันเป็นที่แพร่หลายอีกครั้ง ทําให้หลักการต่างๆของ กาลิเลโอ ไม่แต่เพียงเรื่องการพิสูจน์ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจะได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางเท่านั้น สิ่งที่เขาค้นพบทั้งหมดได้ถูกนํากลับมาศึกษาใหม่และใช้เป็นพื้นฐานในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อื่นๆด้วย กระทั่งในที่สุด กาลิเลโอ จึงได้รับการยกย่องจากสังคมโดยทั่วไปว่าเป็นผู้ที่ทําให้การศึกษาวิทยาศาสตร์เข้าสู่มาตรฐานใหม่หรือวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ที่สืบทอดมาจนปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้ปลุกให้เกิดกระแสความตื่นตัวในวงการวิทยาศาสตร์แผนใหม่ด้วยการทดลองที่ให้ผลชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet