กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ท้าทายความเชื่อทางศาสนา ตอนที่ 3

กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ท้าทายความเชื่อทางศาสนา ตอนที่ 3

การค้นพบทางดาราศาสตร์ครั้งสําคัญของ กาลิเลโอ อีกอย่างหนึ่งก็คือการเฝ้าสังเกตวงโคจรของดาวศุกร์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เพื่อจะใช้เป็นบทพิสูจน์และยืนยันความถูกต้องในทฤษฎีของ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลอย่างเช่นที่เคยเชื่อกันมาแต่ยุคโบราณ ตามที่ อริสโตเติล กล่าวซึ่ง กาลิเลโอ ก็เชื่อเช่นเดียวกับ โคเปอร์นิคัส จึงได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ โคเปอร์นิคัส เสนอและสามารถค้นพบว่าดาวเคราะห์ต่างๆรวมทั้งโลกด้วย โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์

ทางช้างเผือก (Milky Way) และปรากฎการณ์จุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sun Spot)

Sun Spot

อย่างไรก็ตามเมื่อ กาลิเลโอ นําเรื่องที่ค้นพบนี้ออกมาเปิดเผย เขาก็ถูกต่อต้านอีกจนได้ และจากการเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เช่นกันที่ทําให้เขาได้พบกับความจริงอีกเรื่องหนึ่งนั่นคือเรื่องของ ทางช้างเผือก (Milky Way) ที่เคยเชื่อกันว่าเป็นแค่ปรากฎการณ์ของแสงสว่างที่พาดผ่านท้องฟ้าเท่านั้น แต่ กาลิเลโอ เป็นผู้สังเกตเห็นว่าแสงดังกล่าวก็คือกลุ่มดาวจํานวนมากมาย มหาศาลนั่นเอง นอกจากนี้ยังพบเห็นปรากฏการณ์จุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sun Spot) เป็นคนแรกอีกด้วย แต่การเป็นผู้ค้นพบความจริงของสิ่งที่ไม่เคยมีใครสามารถเข้าถึงมาก่อนเช่นนี้กลับกลายเป็นความยุ่งยากที่ติดตามเขามาในภายหลัง นับแต่นั้นต่อเนื่องไปจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

หลังจากการค้นพบอันยิ่งใหญ่ทางดาราศาสตร์ของ กาลิเลโอ ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1610 แล้ว เขาได้พิมพ์เอกสารเพื่อเผยแพร่สิ่งต่างๆที่เขาค้นพบให้สาธารณชนทราบ มีชื่อว่า “สตาร์รี เมสเซนเจอร์ (Starry Messenger)” แปลว่า ผู้ส่งข่าวสารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ในเอกสารดังกล่าวนี้ กาลิเลโอ ได้เสนอสิ่งที่เขาค้นพบเกี่ยวกับการเป็นศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ โดยมีโลกและดาวเคราะห์อื่นๆเป็นบริวารโคจรอยู่โดยรอบ ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันความถูกต้องในหลักการที่ โคเปอร์นิคัส เสนอ

ในปีต่อมา กาลิเลโอ ก็ได้นํากล้องดูดาวของเขาเดินทางไปที่กรุงโรมเพื่อตั้งใจจะพิสูจน์สิ่งที่เขาค้นพบนี้ให้นักวิชาการผู้ทรงอิทธิพลผู้หนึ่งคือ คอลเลจิโอ โรมาโน (Collegio Romano) ได้เห็นอย่างที่เขาเห็น เพื่อเป็นพยานยืนยันในความถูกต้องของสิ่งที่เขาค้นพบนั่นเอง ต่อจากนั้นจึงได้ไปบรรยายในหัวข้อเดียวกันนี้ที่สถาบันวิทยาศาสตร์ลินเชียน อคาเดมี (Lincean Academy) โดยถึงแม้ว่าจะมีนักวิชาการบางส่วนเห็นด้วยกับเขา แต่นักวิชาการส่วนใหญ่กลับต่อต้านในสิ่งที่เขาค้นพบ

ความขัดแย้งกับฝ่ายศาสนา

ความขัดแย้งกับฝ่ายศาสนา

กาลิเลโอ ยังคงไม่ยอมลดละความพยายาม เขาต้องเดินทางตระเวนไปทั่วกรุงโรมเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ค้นพบเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางพร้อมนําหลักฐานพยานต่างๆไปอธิบายให้เหล่านักวิชาการต่างๆในกรุงโรมจนเป็นที่ประจักษ์ แต่ความพยายามที่จะเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจใหม่ๆที่ถูกต้องให้กับเหล่านักคิดนักวิชาการในกรุงโรมครั้งนั้น กลับสร้างผลเสียให้แก่ชีวิตของเขาเองนับตั้งแต่นั้นมา ในปี ค.ศ. 1612 เริ่มมีการต่อต้านหลักการของ โคเปอร์นิคัส ที่ กาลิเลโอ เป็นผู้สนับสนุนอย่างหนัก จนกลายเป็นประเด็นปัญหาที่ถูกนําไปถกเถียงกันทั่วทั้งแวดวงนักวิชาการของอิตาลีในเวลานั้นว่า กาลิเลโอ นําความรู้หรือความวิบัติมาสู่วงการวิชาการกันแน่

กระทั่งต่อมาได้มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งพยายามเคลื่อนไหวให้นําตัว กาลิเลโอ มาไต่สวน โดยกล่าวหาว่าเขาจงใจจะท้าทายอิทธิพลของฝ่ายศาสนาทั้งจากกรณีต่อต้านความคิดของ อริสโตเติล และการหันไปสนับสนุนความคิดของ โคเปอร์นิคัส กระทั่งปี ค.ศ. 1614 ทอมมาโซ คัคซินี (Tommaso CaCcini) พระผู้ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลท่านหนึ่งได้ออกมาประกาศให้ความคิดของ กาลิเลโอ ที่เกี่ยวกับทฤษฎีว่าด้วยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นเป็นความคิดที่นอกรีตนอกรอยนอกศาสนา คําประกาศนี้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับ กาลิเลโอ เป็นอย่างมาก จนเขาต้องรีบเดินทางกลับไปยังกรุงโรมอีกครั้งในทันทีเพื่อแก้ข้อกล่าวหานั้นต่อหน้าที่ประชุมสภาศาสนา แต่ความพยายามของเขากลับไม่เป็นผล

ในปี ค.ศ. 1616 กาลิเลโอ ต้องถูกศาลศาสนาสั่งห้ามไม่ให้สอนหรือเผยแพร่ หรือพยายามกล่าวถึงการค้นพบของเขาในสิ่งที่เกี่ยวกับทฤษฎีของ โคเปอร์นิคัส อีกต่อไปอย่างเด็ดขาด ซึ่งเขาก็จําเป็นจะต้องยอมปฏิบัติตามเพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกพิพากษาโทษ หรือคว่ำบาตรจากทางฝ่ายศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นโทษหนักและรุนแรงมากในยุคสมัยนั้น แต่พวกนักวิชาการทรงอิทธิพลในอิตาลีเวลานั้นต้องการให้ฝ่ายศาสนาลงโทษ กาลิเลโอ รุนแรงจนถึงที่สุดถึงกับเด็ดชีพเขาเลยเสียด้วยซ้ำเพื่อต้องการหยุดการเผยแพร่และทําลายสิ่งที่ กาลิเลโอ ค้นพบทั้งหมดลงให้สิ้นซาก

แต่ผู้ที่ออกมาปกป้องเขาและขอให้ลดโทษลงเหลือเพียงแค่การตักเตือน คือ พระคาร์ดินัล มาฟฟิโอ บาร์เบอรินี (Maffeo Barberini) ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในวงการศาสนาเวลานั้น ซึ่งต่อมาได้ขึ้นเป็นพระสันตะปาปาเออร์บาน ที่ 8 (Urban Vill) พระคาร์ดินัลผู้นี้เป็นผู้ที่ชื่นชมในสติปัญญาของ กาลิเลโอ อยู่ก่อนแล้วและยังถือเป็นมิตรสนิทกับ กาลิเลโอ มาก่อนอีกด้วยเช่นกัน และเพื่อเป็นการให้ กาลิเลโอ ห่างไกลจากการทํางานเสี่ยงๆอีก คาร์ดินัล มาฟฟิโอ บาร์เบอรินี จึงมอบให้เขาหันไปทํางานเขียนหนังสือเกี่ยวกับการสืบค้นประวัติเชื้อสายตระกูลบาร์เบอรินีของท่านแทน ซึ่งหนังสือดังกล่าวนี้มีผลอย่างยิ่งต่อการได้ขึ้นดํารงตําแหน่งพระสันตะปาปาของท่านในปี ค.ศ. 1623

ถึงแม้ กาลิเลโอ จะถูกบีบบังคับให้ยอมถอยห่างจากการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างไร ตัวตนของเขาก็ถูกเผยออกมาอีกจนได้ เมื่อเกิดกระแสความตื่นตัวในการถกเถียงกันถึงเรื่องความถูกต้องในทฤษฎีว่าด้วยโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลขึ้นมาอีก ซึ่งสาเหตุที่มีการนําเรื่องนี้กลับมาถกเถียงกันใหม่นั้นสืบเนื่องมาจากในปี ค.ศ. 1618 ได้มีปรากฏการณ์ดาวหางโคจรผ่านเข้ามาใกล้โลกถึง 3 ดวง พวกนักวิชาการหัวอนุรักษ์จึงพยายามที่จะดึงเรื่องนี้ให้มาโยงเข้ากับทฤษฎีของ อริสโตเติล และ ปโตเลมี ที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยพยายามอธิบายว่าวิถีของดาวหางเหล่านั้นเดินเป็นเส้นตรงและตีขลุมว่าเป็นเพราะโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั่นเอง จึงสามารถมองเห็นดาวหางโคจรผ่านไปได้ นอกจากนี้ยังสรุปแบบขวานผ่าซากว่า ทฤษฎีของอริสโตเติล และปโตเลมี ถูกต้องกว่าของ โคเปอร์นิคัส อย่างแน่นอน

สิ่งนี้ทําให้ กาลิเลโอ อยู่เฉยไม่ได้ เขาเห็นว่านักวิชาการพวกนั้นพยายามบิดเบือนความจริง และแอบอ้างนําเอาความรู้ผิดๆของพวกตนมามอมเมาผู้คน เพียงเพื่อที่จะให้ความคิดของพวกตนยังคงมีอิทธิพลอยู่ในสังคมต่อไป โดยละเลยที่จะเชื่อในหลักเหตุและผลที่สามารถพิสูจน์ได้ และเพื่อที่จะหาทางปลูกฝังความรู้จากการค้นคว้าของเขาซึ่งเชื่อว่าถูกต้องกว่าให้แก่ผู้คนในสังคม

กาลิเลโอ จึงเริ่มต้นกลับมาศึกษาเรื่องของดาวหางอย่างจริงจังอีกครั้งโดยใช้ทฤษฎีของ โคเปอร์นิคัส มาเป็นโจทย์ ผนวกกับสิ่งที่เขาค้นพบจากการเฝ้าสังเกตวิถีโคจรของดาวศุกร์ในครั้งนั้น จนพบว่าการโคจร ของดาวศุกร์และดาวเคราะห์อื่นๆนั้นเป็นวิถีโค้งหมุนไปรอบๆดวงอาทิตย์ ซึ่งดาวดวงต่างๆทั้งหมดรวมไปถึงดาวหางด้วยนั้นก็ควรจะโคจรในลักษณะเดียวกันไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงอย่างที่นักวิชาการหัวอนุรักษ์กล่าว กาลิเลโอ จึงได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องดาวหางออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า “ธิ แอสเซเยอร์ (The Assayer)” แปลว่า นักวิเคราะห์ แต่เขาก็ยังคงไม่กล้านําออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะอยู่ดี (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet