กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ท้าทายความเชื่อทางศาสนา ตอนที่ 4

กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ท้าทายความเชื่อทางศาสนา ตอนที่ 4

พอถึงปี ค.ศ. 1623 เมื่อพระสันตะปาปาเออร์บาน ที่ 8 ได้ขึ้นดํารงตําแหน่งพระสันตะปาปาองค์ใหม่แล้ว กาลิเลโอ จึงได้ตัดสินใจนําผลงาน ธิ แอสเซเยอร์ ออกมาพิมพ์เผยแพร่ในปลายปีนั้น โดยคาดหวังว่าอิทธิพลของพระสันตะปาปาองค์ใหม่นี้คงจะสามารถสยบฝ่ายที่พยายามบิดเบือนความจริงในเรื่องนี้ลงได้ แต่การคาดการณ์ในเรื่องนี้ของ กาลิเลโอ ผิดไปถนัด

จุดจบของกาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยอมอุทิศชีวิตเพื่อความถูกต้อง

จุดจบของกาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยอมอุทิศชีวิตเพื่อความถูกต้อง

เมื่อผลงานของเขาออกเผยแพร่โดยทั่วไป ฝ่ายต่อต้านเขาจึงรีบกดดันไปยังฝ่ายศาสนาให้กล่าวโทษ กาลิเลโอ อีกครั้ง กาลิเลโอ จึงต้องเดินทางไปโรมเพื่อรับการไต่สวนต่อหน้าสภาศาสนาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1624 โดยที่การไต่สวนครั้งนี้นอกจากพระสันตะปาปาเออร์บาน ที่ 8 จะไม่เข้ามาปกป้องเขาแล้ว พระองค์ยังไปเข้าข้างฝ่ายตรงข้ามเขาอีกด้วย เพราะเห็นว่า กาลิเลโอ จงใจฝ่าฝืนคําสั่ง

แต่การไต่สวนครั้งนี้ กาลิเลโอ ก็ยังโชคดีอีก เนื่องจากมีขุนนาง พระสงฆ์ รวมทั้งนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเริ่มมีความเห็นคล้อยไปกับสิ่งที่เขาค้นพบ จึงให้การสนับสนุนและร่วมกันออกมาปกป้องเขา การตัดสินโทษในครั้งนี้จึงยังคงได้รับโทษในสถานเบาอีกครั้ง โดยสั่งให้เขาหยุดเผยแพร่ในสิ่งที่ค้นคว้ามาทั้งหมดอย่างเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม และยังสั่งให้เขาเขียนคําสารภาพโดยวิพากษ์ตนเองว่ามีความเชื่อที่หลงผิดในเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีว่าด้วยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลอีกด้วย ซึ่งเขาก็จําต้องทนกล้ำกลืนทําตามอีกครั้งเพื่อแลกกับอิสรภาพ

แรงกดดันจากพวกหัวเก่าและฝ่ายศาสนายังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น กาลิเลโอ ถูกบังคับให้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งเพื่อวิพากษ์วิจารณ์และหาข้อเปรียบเทียบเชิงทฤษฎีระหว่างทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส กับอริสโตเติล และปโตเลมี โดยให้เขายอมรับว่าความคิดของฝ่ายแรกนั้นเป็นสิ่งที่ผิด ในเวลาเดียวกันก็ต้องพยายามยกย่องฝ่ายหลังว่าถูกต้องให้เห็นได้อย่างชัดเจน

แต่ กาลิเลโอ ก็คือ กาลิเลโอ ถึงแม้เขาจะถูกบีบบังคับให้เขียนหนังสือเช่นนั้นขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ก็ตาม เขายังคงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่ประณามฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือยกย่องฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนเกินเลย จนมองเห็นเจตนาในการจงใจจะบิดเบือนความจริงอย่างออกนอกหน้า ถึงเขาจะต้องพยายามกล่าวยกย่องความคิดของ อริสโตเติล และปโตเลมี อย่างไร แต่ก็ยังมีการอ้างอิงหลักการต่างๆอย่างเป็นกลางโดยไม่บิดเบือนความจริง

“การโต้ตอบในเรื่องเกี่ยวกับระบบโลกที่สําคัญสองระบบ (Dialogue Concerning of the Two Chief World Systems)”

ในขณะเดียวกันเขาต้องพยายามที่จะไม่ไปขัดแย้งกับหลักการของ โคเปอร์นิคัส ที่จะเป็นการขัดแย้งกับหลักการของเขาเองก่อนหน้านั้นด้วยเช่นกันที่เคยยืนยันความถูกต้องในทฤษฎีของ โคเปอร์นิคัส มาก่อน หนังสือเล่มนี้จึงเขียนออกมาแบบกลางๆ โดยไม่มีการตัดสินว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิดลงไปให้ชัดเจน หนังสือดังกล่าวนี้มีชื่อว่า “การโต้ตอบในเรื่องเกี่ยวกับระบบโลกที่สําคัญสองระบบ (Dialogue Concerning of the Two Chief World Systems)”

ภายหลังจากหนังสือเล่มดังกล่าวออกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1632 แล้วยังกลายเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายที่ต่อต้าน กาลิเลโอ นําไปใช้โจมตีเขาอีกจนได้ โดยที่ฝ่ายนั้นยังคงหาเรื่องจับผิด กาลิเลโอ ไม่หยุดหย่อน ยังกล่าวหาเขาว่าดื้อแพ่งต่อคําสั่งลงโทษของพระสันตะปาปา โดยได้ยกประเด็นจากหนังสือ เล่มดังกล่าวมากล่าวหาเขาว่าไม่ยอมทํางานตามคําสั่งของพระสันตะปาปา แต่กลับไปเขียนสนับสนุนความคิดของ โคเปอร์นิคัส อย่างชัดแจ้งขึ้นไปอีก

ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นธรรมต่อ กาลิเลโอ เลย เพราะถ้าหากใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างไร้อคติแล้ว จะเห็นได้ว่า กาลิเลโอ พยายามหลีกเลี่ยงประเด็นความขัดแย้งต่างๆอย่างเป็นวิชาการที่สุด ซึ่งในทางวิชาการไม่สามารถโจมตีหรือปกป้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อย่างชัดเจน กาลิเลโอ จึงพยายามปกป้องตนเอง โดยอ้างว่าเขาเป็นนักวิชาการไม่สามารถตัดสินประเด็นต่างๆโดยปราศจากการพิสูจน์ให้ถูกต้องเสียก่อนได้

แต่ข้อกล่าวอ้างนี้ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดสําหรับกลุ่มศัตรูที่เต็มไปด้วยอคติที่คอยจ้องแต่จะเล่นงานเขาไม่ว่าจะก้าวเท้าใดออกมาก็ตาม วิบากกรรมอีกครั้งหนึ่งจึงได้มาเยือน กาลิเลโอ อย่างที่ ไม่มีทางเลี่ยง ในปี ค.ศ. 1633 กาลิเลโอ จึงต้องถูกเรียกตัวกลับไปไต่สวนต่อหน้าสภาศาสนาที่โรมอีกครั้งหนึ่ง และก็เป็นอีกครั้งที่ศัตรูของ กาลิเลโอ ต้องการจะเล่นงานเขาให้ถึงแก่ชีวิตให้ได้ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายที่เชื่อในความบริสุทธิ์ใจของ กาลิเลโอ ก็ยังพยายามขอให้มีการลดโทษให้อีก

ส่วนทางด้านพระสันตะปาปาเออร์บาน ที่ 8 ถึงแม้จะโกรธเคือง กาลิเลโอ ที่ดื้อแพ่งต่อคําสั่งของพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ด้วยมิตรภาพที่ยังคงมีให้อยู่ จึงออกคําสั่งเพียงให้กักบริเวณเขาอยู่แต่ในบ้าน ไม่ให้ไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระอีก และไม่ให้ผู้ใดเข้าเยี่ยมโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากพระองค์เสียก่อน โดยให้ทหารคอยควบคุมอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เขาฝ่าฝืนคําสั่งใดๆได้อีก นอกจากนี้ยังสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดนําผลงานของ กาลิเลโอ ออกเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังสั่งให้เผาทําลายผลงานทั้งหมดที่เคยพิมพ์ออกเผยแพร่ก่อนหน้านั้นไม่ให้หลงเหลืออยู่อีกด้วย โดยประกาศให้เอกสารทุกชิ้น หรือหนังสือของ กาลิเลโอ ทุกเล่มถือเป็นสิ่งต้องห้าม และเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หากผู้ใดครอบครองไว้ก็จะรับโทษหนักด้วยเช่นกัน

คําตัดสินโทษครั้งนั้นแม้จะไม่ได้ลงโทษ กาลิเลโอ อย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต แต่เขาก็เสมือนกับตายไปจากสังคมโดยปริยายแล้ว และถึงแม้ว่า กาลิเลโอ จะไม่ถูกจองจําในคุก แต่การถูกกักบริเวณและห้ามทํางานอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการตีตรวนเขาอย่างแสนสาหัส แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีสิ่งใดสามารถปิดกั้นความคิดของ กาลิเลโอ ได้ แม้ว่าเขาจะถูกกักขังจนสิ้นอิสรภาพ เขายังคงไม่ยอมหยุดการค้นคว้าอยู่ดี

กาลิเลโอ ยังคงลักลอบทํางานของเขาต่อไป โดยทําการค้นคว้าและทดลองเรื่องต่างๆอยู่แต่ภายในบ้านเท่านั้น ซึ่งก็มีผู้ช่วยที่ได้รับอนุญาตให้คอยรับใช้ดูแลเขาผู้หนึ่งคอยทําหน้าที่อํานวยความสะดวกให้เท่านั้น และ กาลิเลโอ ก็ถ่ายทอดสิ่งต่างๆที่เขาค้นคว้ามาได้ให้แก่ผู้ดูแลผู้นี้ ผู้ดูแลจึงเป็นเสมือนกับศิษย์เพียงผู้เดียวของเขา ซึ่งต่อมาศิษย์ผู้นี้ก็กลายเป็นผู้สืบทอดสิ่งที่ กาลิเลโอ ค้นคว้าในช่วงชีวิตท้ายๆทั้งหมด และเป็นผู้นําสิ่งเหล่านั้นออกมาเผยแพร่ให้แก่โลกภายนอกได้รับรู้อย่างลับๆในช่วงระหว่างที่ กาลิเลโอ ถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้าน

ด้วยเหตุนี้ กาลิเลโอ จึงยังคงสามารถนําผลงานของเขาออกมาตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่แก่สาธารณะต่อไปได้แม้ว่าจะฝ่าฝืนคําสั่งของพระสันตะปาปาก็ตาม ซึ่งในที่สุดผลงานเล่มหลังสุดของ กาลิเลโอ ก็ถูกตีพิมพ์ออกมาจนได้ แต่กว่าจะหาสํานักพิมพ์ที่ยอมพิมพ์ผลงานชิ้นนี้ออกมาได้ก็ต้องลักลอบนํา เข้าออกตามประเทศต่างๆอยู่หลายประเทศ จากอิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนีไป ถึงโปแลนด์ แต่ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด

Two New Sciences

กระทั่งในที่สุดจึงได้มีผู้กล้าตีพิมพ์ผลงานชิ้นนี้ เป็นโรงพิมพ์แห่งหนึ่งที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ตอบรับและพิมพ์ออกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1638 หนังสือเล่มนี้ชื่อ “ทู นิว ไซน์ส (Two New Sciences)” เป็นเสมือนบทสรุปผลงานการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดของ กาลิเลโอ ที่เขาต้องการให้เป็นบันทึกการทํางานเพื่อเผยแพร่ให้กับคนรุ่นหลังได้ใช้เป็นแนวทางของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ต่อไปในยุคสมัยที่สังคมพร้อมยอมรับภูมิความรู้เหล่านี้ และมีอิสรภาพในการแสวงหาความรู้และการแสดงออกทางภูมิปัญญาเพียงพอแล้วเพื่อพัฒนาระดับภูมิปัญญาของมนุษยชาติต่อไปในอนาคต

ในช่วงชีวิตท้ายๆของ กาลิเลโอ นั้นเขาเริ่มประสบปัญหาทางสายตาจนค่อยๆมืดบอดลง กาลิเลโอ เคยกล่าวกับศิษย์อย่างท้อแท้ว่า “ถึงสายตาฉันจะมืดบอด แต่ฉันก็ได้ยังพบแสงสว่างในสติปัญญาของฉัน ผิดกับมนุษย์ข้างนอกมากมายที่ดวงตาสุขสว่าง แต่กลับมืดบอดทางปัญญา” กาลิเลโอ ไม่เคยมีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เขามีภรรยาโดยพฤตินัยชื่อว่า มารินา แกมบา (Marina Gamba) ทั้งสองมีบุตรนอกสมรสด้วยกันเป็นหญิง 2 และชายอีก 1 บุตรสาวทั้งสองคนนั้นเนื่องจากเป็นลูกนอกสมรส จึงทําให้ กาลิเลโอ เกรงว่าอนาคตของทั้งสองจะเกิดปัญหาที่สังคมดูถูกเหยียด หยาม จึงส่งบุตรสาวทั้งสองไปเรียนรู้วัตรปฏิบัติทางศาสนาในอารามแม่ชีที่ฟลอเรนซ์ แล้วให้บวชเป็นแม่ชีเสียตั้งแต่วัยครบเกณฑ์ และเป็นแม่ชีอยู่จนกระทั่งเสียชีวิต

ส่วนบุตรชายรักในงานศิลปะและสิ่งประดิษฐ์ เคยออกแบบนาฬิกาแบบตุ้มแกว่งตามหลักการที่บิดาคิด แต่ก็ไม่เคยประดิษฐ์ออกมาแต่อย่างใด ฮอยเกนส์ จึงเป็นผู้ที่ประดิษฐ์นาฬิกาชนิดนี้เป็นคนแรก กาลิเลโอ เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1642 ในวัย 77 ปี ศพของเขาได้รับการช่วยเหลือให้ได้รับการฝังเคียงข้างบิดาที่โบสถ์ซานตา โครเซ (Santa Croce) โดย แกรนด์ ดยุค แห่ง ทัสคานี (Grand Duke of Tascany) ผู้ซึ่งเป็นสหายสนิทและคอยให้ความช่วยเหลือครอบครัวเขามาโดยตลอด และยังเป็นผู้สร้างสุสานและอนุสาวรีย์ของ กาลิเลโอ ไว้ที่เมืองฟลอเรนซ์เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา เพื่อ ให้ผู้คนรุ่นหลังได้คารวะและสรรเสริญต่อคุณงามความดีที่เขาได้สร้างเอาไว้ให้กับวงการวิทยาศาสตร์ของโลกจวบจนปัจจุบันอีกด้วย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet