Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 1

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 1

ในคัมภีร์ไบเบิล (Bible) ของชาวคริสต์กล่าวว่าพระเจ้าสร้างโลกนี้ขึ้นภายใน 7 วัน และมนุษย์ทุกวันนี้ก็สืบเผ่าพันธุ์มาจาก อดัม (Adam) กับ อีฟ (Eve) ที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นรวมถึงสัตว์และพืชพรรณต่างๆ สรรพสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนแต่พระเจ้าเป็นผู้บันดาลให้เกิดขึ้นมาทั้งสิ้น ซึ่งชาว คริสต์ที่ศรัทธาต่อพระเจ้าและมีอยู่เป็นจํานวนมากมายทั่วโลกก็ถูกสอนให้เชื่อเช่นนั้นมาโดยตลอดนับแต่โบราณ จะเป็นอย่างไรถ้าหากความเชื่อและความศรัทธาซึ่งมีมาหลายพันปีต้องถูกสั่นคลอนด้วยผลของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในโลกยุคปัจจุบันที่ทําให้ได้ความรู้ใหม่ๆซึ่งสามารถให้คําตอบอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือกว่าและน่าจะเป็นจริงได้มากกว่าคําสอนในคัมภีร์ ซึ่งเคยถูกบ่มเพาะให้เชื่ออย่างไม่ให้มีข้อโต้แย้งเหล่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อความรู้ใหม่ๆจํานวนมากที่ถูกค้นพบนั้นเกิดไปขัดแย้งกับสิ่งที่กล่าวเอาไว้ในพระคัมภีร์ ซึ่งในยุคสมัยหนึ่งหากมีใครสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ หรือเสนอสิ่งที่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ออกมา บุคคลผู้นั้นก็จะถูกกล่าวหาว่าลบหลู่พระผู้เป็นเจ้าและจะต้องถูกลงโทษทั้งทางกฎหมายและสังคมอย่างรุนแรง จึงไม่มีใครกล้าที่จะคิดนอกกรอบจากสิ่งที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ที่เป็นคล้าย กฎหมายสูงสุดอันละเมิดมิได้

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างความเชื่อเก่ากับความรู้ใหม่

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 1

แต่เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งวิทยาการและความรู้ที่ต้องแสวงหาเหตุผลให้กับทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เช่นในปัจจุบัน ความเชื่อใดซึ่งขาดเหตุผลและไม่มีการพิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ได้ก็จะถือว่าเป็นความงมงายหรือสิ่งมอมเมาทั้งสิ้น ความเชื่อโบราณต่างๆจํานวนมากจึงเริ่มถูกท้าทายโดยเหล่านักคิดนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ที่มีหน้าที่ค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ รวมไปถึงการหาคําตอบที่ชัดเจนให้กับความเชื่อซึ่งเคยเชื่อกันอย่างไม่มีเหตุมีผลมาก่อนโดยอาศัยอุปกรณ์ที่มีความก้าวหน้า ประกอบกับความรู้จากวิทยาการที่เพิ่งค้นพบใหม่ๆ จนกระทั่งได้คําตอบในหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งค้านกับความเชื่อเดิมที่เคยเชื่อกันอย่างมาก

และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความรู้ใหม่ๆซึ่งสามารถหักล้างความเชื่อดั้งเดิมมากที่สุดเมื่อความกระจ่างชัดเริ่มปรากฏขึ้นก็คือกลุ่มที่ต้องอาศัยความเชื่อความศรัทธาจากประชาชนเพื่อเสริมฐานอิทธิพลให้กับกลุ่มตนนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองที่อาศัยเรื่องศาสนาเข้ามาใช้เป็นฐานอํานาจแสวงหาผลประโยชน์หรือวงการศาสนาเองที่ต้องได้รับผลกระทบจากการหักเหในความเชื่อและ ความศรัทธาของประชาชนโดยตรง หากผู้คนเริ่มจะเปลี่ยนความคิดว่าสิ่งที่เคยเชื่อเคยศรัทธานั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้นและเริ่มคิดว่าพวกเขาถูกหลอก สิ่งที่จะติดตามมาก็คือวิกฤติศรัทธาครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้หากมองในแง่ดีก็คือสังคมที่ฉลาดขึ้น ประชาชนมีภูมิความรู้มากยิ่งขึ้น มองโลกอย่างมีเหตุมีผลมากยิ่งขึ้น สังคมก็จะมีความเป็นศิวิไลซ์ทางภูมิปัญญา ไม่ใช่ศิวิไลซ์ด้านวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว แต่หากมองในแง่ร้ายคือสังคมอาจเกิดความสับสนอลหม่านขึ้นก็เป็นได้ หรือเพราะสิ่งหลังนี้หรือไม่ จึงทําให้ฝ่ายศาสนาหรือแม้ฝ่ายการเมืองก็ตามจึงพยายามที่จะปกปิดความจริง เมื่อมีผู้รู้มากจึงคิดจะตัดตอนความรู้นั้นทิ้งเสีย เพื่อให้สังคมรับรู้แต่เพียงสิ่งที่คิดว่าควรรู้เท่านั้น อย่างเช่นที่ได้เกิดขึ้นกับกรณีของ กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) นั่นเอง

ในอดีตนั้นนักคิดนักวิชาการยุคโบราณที่ได้ชื่อว่าชอบคิดนอกกรอบ และมีวิธีการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวต่างๆจนพบสิ่งที่ค้านกับความเชื่อเดิมๆก็มีอยู่มากมาย อย่างเช่น อริสโตเติล (Aristotle) ปราชญ์กรีกโบราณที่มักมีความคิดความอ่านแย้งกับปราชญ์ร่วมสมัยในเวลานั้น ซึ่งเรื่องหนึ่งที่ทําให้ เขาถูกต่อต้านจากคนทั่วไปในสังคมชาวกรีกสมัยนั้นก็คือความเชื่อเรื่องของเทพเจ้า เมื่อ อริสโตเติล บอกว่าเหล่าเทพเจ้าหรือสรวงสวรรค์นั้นไม่ได้มีอยู่จริง ถ้าหากมีก็ไม่น่าจะเป็นเทพเจ้ามากมายคอยกําหนดสภาพความเป็นไปของมนุษย์ จะต้องเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็น “ปฐมภูมิของการเคลื่อนไหว หรือเป็นสิ่งที่ทําให้เกิด การเคลื่อนไหวในขณะที่ตนไม่ไหวติง (Primary Mover or Unmoved Mover)”

ซึ่งเรื่องนี้นักวิชาการของศาสนาคริสต์ได้นํามาใช้ตีความสนับสนุนแนวความเชื่อของตนในภายหลังว่า แม้แต่ อริสโตเติล ยังเชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น เพื่อที่จะล้มล้างความเชื่อของศาสนาดั้งเดิมที่เรียกกันว่า “เพกัน (Pagan)” (พวกที่มีความเชื่อว่ามีเทพเจ้าหลายองค์และภูตผีประจําถิ่นต่างๆที่เมื่อศาสนาคริสต์รุ่งเรืองขึ้นก็พยายามทําให้ศาสนาดั้งเดิมเหล่านั้น รวมถึงความเชื่อเรื่องเทพปกรณัมของชาวกรีก และซาวโรมันโบราณให้เป็นศาสนานอกรีตไป)

นอกจากนี้ อริสโตเติล ยังเสนอแนวคิดเรื่องสวรรค์ที่แตกต่างจากความเชื่อของคนทั่วไปในเวลานั้นอีกด้วย โดยสร้างแผนภูมิของสวรรค์และโลกว่าสวรรค์คือห้วงอวกาศที่เต็มไปด้วยสสารชนิดหนึ่งเรียกว่า “อีเธอร์ (Aether)” ในสภาวะที่เป็นอมตะไม่มีเสื่อมสลาย ซึ่ง อริสโตเติล กําหนดให้เป็นธาตุที่ 5 นอกเหนือจากธาตุหลักทั้ง 4 คือ “ดิน น้ำ อากาศ ไฟ (earth water air fire)” (อีเธอร์ เป็นชื่อของเทพแห่งอากาศเบื้องบนซึ่งเป็นอากาศที่ใช้หายใจในหมู่เทพเจ้า ต่างจากอากาศชั้นล่างที่หมู่มวลมนุษย์ใช้หายใจตามความเชื่อในเทพปกรณัมของชาวกรีก) โดยมีโลกที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 อยู่เบื้องล่าง ซึ่งสิ่งนี้ขัดกับความเชื่อของผู้คนในสมัยนั้นเช่นกัน

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างความเชื่อเก่ากับความรู้ใหม่อันโด่งดังในยุคก่อน ก็คือเรื่องโลกเป็นศูนย์กลางโดยมีดวงอาทิตย์เป็นบริวารกับดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางโดยมีโลกเป็นบริวาร ซึ่งถกเถียงกันเป็นเวลานานกว่าจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูก แต่ความขัดแย้งในยุคใหม่นี้ที่เกิดความขัดแย้งกันอย่างเอาเป็นเอาตายในช่วงแรกๆที่มีการเปิดประเด็นขึ้นก็คือเรื่องที่สิ่งมีชีวิตบนโลกไม่ได้มีใครสร้างขึ้น ไม่ได้เกิดจากการบันดาลของพระเจ้า หรือว่ามาจากภูมิปัญญาอันชาญฉลาดที่ไหนเป็นผู้สร้างขึ้น แต่เกิดจากการวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนต่างหาก ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ผู้ที่เป็นผู้จุดขึ้นก็คือ ชาร์ลส ดาร์วิน (Charles Darwin) นักชีววิทยาและธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษนี่เอง

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก

ชาร์ลส ดาร์วิน เป็นผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก และตั้งทฤษฎีการก่อกําเนิดของ สิ่งมีชีวิตบนโลกที่เขย่าวงการศาสนาครั้งใหม่ขึ้นด้วยการเสนอว่า “พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้สร้างโลกหรือสิ่งมีชีวิตใดๆขึ้นมาบนโลก ธรรมชาติต่างหากที่เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งมวลขึ้น โดยมีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาผ่านยุคสมัยต่างๆอย่างยาวนาน จนกลายมาเป็นสังคมโลกอย่างที่เห็นและเป็นอยู่นี้”

ถึงแม้ยุคสมัยของ ชาร์ลส ดาร์วิน นั้น โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่หรือสมัยปัจจุบันแล้ว และโลกได้มีวิทยาการที่เจริญมากขึ้นก็ตาม แต่การที่จะเสนอแนวความคิดใดๆซึ่งล้มล้างระบบความเชื่อดั้งเดิมที่ซึมลึกอยู่ในสังคมอย่างเข้มข้นมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสนา อันทรงอิทธิพลในสังคมอย่างมากนั้นยังเป็นสิ่งท้าทายอยู่ตลอดมา และจนถึงทุกวันนี้เมื่อโลกก้าวสู่ยุคแห่งพัฒนาการทางด้านต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ คนในยุคสมัยนี้ต่างก็ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าทฤษฎีของดาร์วินส่วนใหญ่นั้นถูกต้อง ถึงแม้สิ่งที่ ชาร์ลส ดาร์วิน ค้นพบนั้น ในทุกวันนี้จะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าทฤษฎีของเขาไม่ใช่ทฤษฎีซึ่งไร้แก่นสาร และมีผู้ที่เชื่อตามทฤษฎีดังกล่าวกันทั่วทั้งโลกก็ตาม แต่ในช่วงเวลาที่ ดาร์วิน เสนอสิ่งที่เขาค้นพบออกสู่สาธารณะนั้น เขาก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกต่อต้านและถูกด่าทออย่างรุนแรงจากกลุ่มคนที่ไม่พร้อมจะยอมรับในความรู้ใหม่ซึ่งเขาค้นพบด้วยเช่นกัน

ผลงานการค้นคว้าของ ชาร์ลส ดาร์วิน ที่ถือว่าเป็นการท้าทายต่อศรัทธาและความเชื่อดั้งเดิมอย่างมากนั้นก็คือเรื่องที่เขาค้นพบว่าทุกชีวิตบนโลกมาจากวิวัฒนาการตามธรรมชาติ ไม่ได้มีผู้ใดสร้างขึ้น นอกจากนี้ยังพบอีกด้วยว่าโลกถือกําเนิดขึ้นจากกระบวนการธรรมชาติ และสืบทอดติดต่อกันมาเรื่อยๆผ่านวิวัฒนาการเป็นช่วงๆตามแต่ละยุคสมัยเป็นเวลาที่ยาวนาน โดยเกิดความเปลี่ยนแปลง ไปตามสภาพทั้งสภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ กระทั่งกลายเป็นโลกของสิ่งมีชีวิตที่เห็นกันอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน

โดยยังมีการค้นพบอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจนํามาใช้เป็นพื้นฐานของการศึกษาเรื่องราวต่างๆมากมายในยุคปัจจุบันก็คือเรื่องของระบบชีวิตเกิดขึ้นเกิดจากกระบวนการคัดสรรโดยธรรมชาติ ชีวิตที่แข็งแรงกว่าและสามารถปรับสภาพให้อยู่รอดได้ในสภาวะแวดล้อมได้ดีกว่าเท่านั้นจึงจะอยู่รอดและสืบลูกสืบหลานต่อๆกันมาได้โดยผ่านการวิวัฒนาการปรับเปลี่ยนจนแตกสายพันธุ์ออกเป็นสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายสายพันธุ์อย่างไม่สิ้นสุด ไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดหรือเนรมิตขึ้นมาแต่อย่างใด

แต่สิ่งซึ่งท้าทายต่อความเชื่อและปฏิวัติความคิดของคนในยุคเก่าโดยสิ้นเชิง และถือเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาเรื่องชาติพันธุ์มนุษย์อย่างแท้จริงก็คือสิ่งที่ ดาร์วิน ค้นพบว่ามนุษย์นั้นมีวิวัฒนาการและสืบเผ่าพันธุ์มาจากลิง หรือสิ่งมีชีวิตคล้ายลิง ไม่ใช่ อดัม กับ อีฟ มนุษย์คู่แรกที่พระเจ้าสร้างขึ้นตามที่กล่าวอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการหักล้างความเชื่อดั้งเดิมของชาวคริสต์ และคนส่วนใหญ่ที่ถูกสอนให้เชื่อเช่นนั้นมาอย่างยาวนานนับแต่สมัยโบราณ โดยเมื่อ ชาร์ลส ดาร์วิน เผยแพร่สิ่งที่เขาพบนี้ให้สังคมทราบ เขาก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากฝ่ายต่างๆอย่างรุนแรงในช่วงเวลานั้นอีกผู้หนึ่ง

แม้จะมีคนบางส่วนที่ยังคงยึดติดอยู่กับจารีตเก่าและยังพยายามว่าร้ายทฤษฎีของดาร์วินว่าทําให้ความเคารพยําเกรงต่อพระเจ้าและความศรัทธาในศาสนาของคนรุ่นใหม่ลดน้อยถอยลง จนถึงกับใส่ความทฤษฎีต่างๆที่เขานําออกเผยแพร่ว่าเป็นขบถต่อคุณธรรมและความดีงามในจิตใจของมนุษย์ และเป็นต้นเหตุทําให้มนุษย์ไร้ศีลธรรมจนนําไปสู่การฆ่า การประหัตประหารและก่อสงครามห้ำหั่นกันจนเกิดมีลัทธิคลั่งเผ่าพันธุ์อันเป็นสาเหตุที่ทําให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นโดยทั่วไปก็เพราะหลงเชื่อในทฤษฎีของดาร์วินที่กล่าวว่าเผ่าพันธุ์อันเข้มแข็งเท่านั้นจึงจะยืนหยัดอยู่ได้ แม้จะมีส่วนจริงอยู่บ้างที่จะมีคนบางคนนําทฤษฎีของดาร์วินไปตีความกัน แบบผิดๆเพี้ยนๆเพื่อใช้เป็นข้ออ้างให้กับพฤติกรรมคลั่งเผ่าพันธุ์ของตน แต่เรื่องนี้ควรวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมส่วนตัวที่ไร้มนุษยธรรม หรือพฤติกรรมดิบในความเป็นสัตว์ป่าซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในตัวตนของคนเหล่านั้นด้วย

ทฤษฎีของดาร์วินจึงเป็นเพียงข้ออ้างที่ถูกนํามากล่าวเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเท่านั้น และถ้าหากมองถึงสิ่งที่ดาร์วินพบและนํามาเผยแพร่โดยไร้ซึ่งอคติแล้ว เขาก็เสนอตามหลักวิชาการโดยไม่ได้สอดใส่จุดมุ่งหมายในการมุ่งร้ายหรือยั่วยุให้ใครเกิดความหลงในตัวเองคลั่งไคล้เผ่าพันธุ์เลยแต่อย่างใด เขาเพียงแต่ทําหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งซึ่งพยายามค้นหาคําตอบและที่มาอันไม่เป็นเหตุเป็นผลมาก่อน ให้ได้คําตอบที่น่าจะถูกต้องมากกว่ามาสู่ภูมิปัญญาของมนุษยชาติเท่านั้น

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากที่ ดาร์วิน ได้เผยแพร่ทฤษฎีการกําเนิดชาติพันธุ์มนุษย์และสิ่งมีชีวิตของเขาออกมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นติดตามมานั้นทําให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมทั้งในด้านดีและด้านเลวอีกมากมาย แต่ผลดีก็มีมากกว่าเพราะสิ่งที่ ดาร์วิน ค้นพบได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่วงการวิทยาศาสตร์อย่างอเนกอนันต์ ทั้งในวงการแพทย์หรือไม่ว่าจะเป็นวงการใดก็ตาม แม้แต่ในด้านกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมก็ยังใช้ประโยชน์จากทฤษฎีของดาร์วินนํามาอ้างอิง และนําไปพัฒนาตามทิศทางของตนกันจนแพร่หลาย จึงถือว่าหลักการหรือทฤษฎีของดาร์วินนี้เป็นบานประตูที่เปิดไปสู่ความรู้ในเรื่องของชีวิตบนพื้นโลกที่เคยเป็นปริศนาดํามืด และเคยเชื่อกันอย่างไม่มีเหตุไม่มีผลมาก่อนให้เกิดความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น และสามารถนําความรู้นี้ไปใช้ต่อยอดในการวิจัยและค้นคว้าเรื่องราวต่างๆได้ในขั้นต่อไป ดาร์วิน จึงเสมือนเป็นผู้ที่ไขกุญแจ เปิดกล่องปริศนาให้แก่โลกนั่นเอง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet