Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 2

ชาร์ลส์ ดาร์วิน มีชื่อเต็มๆคือ ชาร์ลส โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) เกิดในปี ค.ศ. 1809 ที่ชรอปไชร์ (Shropshire) ประเทศอังกฤษ บิดามีอาชีพเป็นแพทย์ และยังเป็นนายทุนเงินกู้

ชาร์ลส์ ดาร์วิน มีชื่อเต็มๆคือ ชาร์ลส โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) เกิดในปี ค.ศ. 1809 ที่ชรอปไชร์ (Shropshire) ประเทศอังกฤษ บิดามีอาชีพเป็นแพทย์ และยังเป็นนายทุนเงินกู้อีกด้วย ครอบครัวของเขาจึงมีฐานะมั่งคั่ง และด้วยการที่บิดาเป็นนายแพทย์นี้เอง จึงคาดหวังให้ ดาร์วินเดินในสายทางเดียวกัน เพราะมีความเชื่อว่าอาชีพแพทย์นี้เป็นอาชีพที่นําทั้งเกียรติและความมั่งคั่งมาให้แก่วงศ์ตระกูล แต่ ดาร์วิน กลับไม่ชอบในอาชีพของบิดาเลย เขาไม่ต้องการจะเป็นแพทย์ โดยสนใจจะเป็นนักพฤกษศาสตร์และนักกีฏวิทยามากกว่า

ชีววิทยา ศาสตร์ที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ตกหลุมรัก

Jean-Baptiste Lamarck

ดาร์วิน ชอบสะสมแมลงและศึกษาพันธุ์พืชมาตั้งแต่เด็ก เขาสนใจกับการศึกษาธรรมชาติมากกว่าเห็นเลือดตกยางออก ด้วยเหตุนี้จึงบอกบิดาว่าเรียนแพทย์ไม่ได้เพราะทนดูการผ่าตัดไม่ได้ แต่ในที่สุดเขาก็ถูกบิดาบังคับให้เข้าเรียนวิชาเภสัชเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนต่อสาขาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ (University of Edinburgh) ในปี ค.ศ. 1825 โดยที่พี่ชายของเขาคือ เอรัสมุส ดาร์วิน (Erasmus Darwin) ก็เรียนสาขาแพทย์ศาสตร์อยู่ที่นี่ด้วย และในระหว่างศึกษาอยู่นั้น ทั้งสองก็ยังเป็นลูกมือฝึกหัดช่วยเหลือบิดาในการรักษาผู้ป่วยไปด้วย จึงต้องถือว่าบิดาคืออาจารย์ถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้แก่ทั้งสองอีกผู้หนึ่งด้วยเช่นกัน

แต่ถึงแม้ว่า ดาร์วิน จะถูกบังคับให้เรียนแพทย์เพื่อเดินตามรอยบิดาอย่างไร เขาก็ไม่ต้องการที่จะเป็นแพทย์เช่นบิดาอยู่ดี จึงมักหลบไปหาความรู้ในวิชาอื่นๆควบคู่ไปด้วยอยู่เป็นประจํา และในช่วงระหว่างที่เรียนอยู่ปีแรกนั้นเอง ดาร์วินก็ได้รู้จักกับนักสตัฟฟ์ (Stuf) ซากสัตว์ผู้หนึ่งที่ทํางานในมหาวิทยาลัยชื่อ จอห์น เอดมอนสโตนส์ (John Edmonstone) เอดมอนสโตนส์ ผู้นี้เคยเป็นทาสผิวดํามาจากกียานา (Guiana) ทวีปอเมริกาใต้ และชอบเล่าเรื่องราวต่างๆของบ้านเกิดที่กียานาให้ฟัง โดยมักเล่าถึงการออกเดินทางไปเปิดโลกตามที่ต่างๆซึ่งทําให้ได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ของโลกกว้างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนและไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่ในโลกนี้ให้ดาร์วินฟัง จนทําให้เขาเกิดความฝันที่ต้องการจะเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกกว้างอย่างเช่นที่ได้รับฟังมาให้ได้สักวันหนึ่ง

ในระหว่างที่ ชาร์ลส ดาร์วิน เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระในปีที่สองนั้น เขาก็เริ่มให้ความสนใจในวิชาชีววิทยาเป็นอย่างมาก จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับอาจารย์ผู้หนึ่งคือ โรเบิร์ต เอดมอนด์ แกรนต์ (Robert Edmond Grant) อาจารย์ผู้นี้เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการมนุษย์ที่ ชอง-แบ๊บติสต์ ลามาร์ค (Jean-Baptiste Lamarck) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสในยุคศตวรรษที่ 18 ได้เคยเสนอไว้อย่างมาก

ลามาร์ค นับเป็นบุคคลแรกๆที่คิดทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตซึ่งปฏิวัติความเชื่อดั้งเดิมจนหมดสิ้น ทฤษฎีของลามาร์คกล่าวว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่ได้เกิดมาเป็นอย่างที่เห็นและเป็นอยู่เช่นนี้มาตั้งแต่ต้นหรือตั้งแต่ที่ได้ถือกําเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ แต่ได้ผ่านการวิวัฒนาการมาเรื่อยๆจนเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างแตกต่างจากเมื่อยุคสมัยดึกดําบรรพ์อย่างมาก โดยมีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะ แวดล้อมเพื่อที่จะดํารงชีวิตให้อยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนไปตลอดมา

ลามาร์ค ยังได้ยกตัวอย่างเรื่องของยีราฟที่แต่เดิมเขาเชื่อว่าไม่ได้เกิดมาคอยาวอย่างเช่นที่เห็นกันทุกวันนี้ แต่เป็นเพราะเกิดการวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดที่จะต้องหากินใบไม้จากต้นไม้ที่เติบโตยืนต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ยีราฟจึงยืดคอให้ยาวขึ้นเพื่อกินยอดใบอ่อนให้ถึงคอจึงค่อยๆถูกพัฒนาให้ยาวขึ้นเรื่อยๆตามสภาพความเป็นอยู่ ยีราฟมีพฤติกรรมเช่นนี้นับเป็นปีเป็นศตวรรษกระทั่งเป็นยีราฟคอยาวอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน เป็นวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไปผ่านมาหลายยุคหลายสมัยนั่นเอง ลามาร์ค จึงสรุปว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ใช่แต่เพียงยีราฟชนิดเดียวเท่านั้นที่มีความเปลี่ยนแปลง ต้องคอยปรับตัวให้อยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อสืบต่อเผ่าพันธุ์สู่รุ่นต่อๆมา

สิ่งนี้คือวิวัฒนาการที่ทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางคุณลักษณะแต่เดิมของตนไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด หากใครไม่สามารถจะปรับตัวปรับสภาพไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ก็ไม่อาจอยู่รอดได้ ผู้ที่ปรับตัวได้เท่านั้นจึงจะอยู่รอด และเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะจากเดิมไปเป็นคุณลักษณะใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยๆจนกว่าจะทนรับสภาพความเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไปจึงค่อยสูญพันธุ์ลง ดังเช่นยีราฟเผ่าพันธุ์คอสั้นแต่เดิมที่ค่อยๆหมดสิ้นลงหรือสูญพันธุ์ไป เพราะไม่สามารถที่จะปรับตัวให้ดํารงชีวิตอยู่ต่อไปได้ เมื่อไม่สามารถแย่งอาหารจากพวกที่ยืดคอจนยาวได้จึงต้องตายลงไปเรื่อยๆจนเหลือแต่เพียงพันธุ์คอยาวเท่านั้น ซึ่งทฤษฎีของลามาร์คนี้ก็เคยถูกต่อต้านว่าเป็นความคิดนอกรีตนอกรอยมาก่อนแล้วเช่นกัน

จากการติดตามอาจารย์ชีววิทยาอย่างใกล้ชิด จึงทําให้ ดาร์วิน เริ่มให้ความสนใจและเริ่มศึกษาในเรื่องที่มาของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างจริงจังตั้งแต่นั้น โดยสิ่งแรกๆที่ทําให้เขาสนใจและเริ่มต้นศึกษาอย่างแท้จริงนั้นคือเรื่องที่มาของสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งอาจารย์ เอดมอนด์ แกรนต์ ของเขาเสนอว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกล้วนแต่สืบเผ่าพันธุ์มาจากสายเดียวกันนับตั้งแต่ดึกดําบรรพ์ทั้งสิ้น ก่อนจะผ่านวิวัฒนาการแตกขยายสายพันธุ์ออกไปอย่างหลากหลายสืบมาจนปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์ เอดมอนด์ แกรนต์ เชื่อว่าแต่เดิมก็เคยมีอวัยวะคล้ายๆกันจนกระทั่งผ่านวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ และพัฒนาไปเป็นปีกเป็นแขนเป็นขาที่มีลักษณะแตกต่างกันไป

ยิ่ง ดาร์วิน ศึกษาเรื่องเหล่านี้ลึกลงไปมากเท่าใดเขาก็ยิ่งชอบและรู้สึกสนุกไปกับมัน ซึ่งก็ส่งผลให้ต่อมาเขาไม่ยอมเข้าห้องเรียนของวิชาเภสัชที่เป็นสาขาหลักของเขาอีกเลย เรื่องนี้สร้างความหนักใจให้กับบิดาของเขามากที่ไม่อาจคาดหวังให้บุตรคนนี้เติบโตขึ้นมาเป็นแพทย์ตามที่ต้องการได้อีกต่อไป พอถึงปี ค.ศ. 1827 บิดาของดาร์วินจึงได้ให้เขาลาออกจากมหาวิทยาลัยเสียเพื่อเรียน ต่อในสาขาศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) โดยยื่นคําขาดกับเขาว่าถ้าหากเอาดีทางด้านหมอไม่ได้ก็ให้ไปเป็นพระเสีย เพราะการเป็นพระหรือนักบวชคืออีกสถานะหนึ่งที่จะได้รับความเคารพจากสังคม และสามารถสร้างเกียรติแก่วงศ์ตระกูลได้เช่นกัน

แต่ก็อีกนั่นเอง ดาร์วิน ไม่ใส่ใจกับอะไรอีกแล้วนอกจากการศึกษาวิชาชีววิทยาตามความชื่นชอบโดยส่วนตัวของตน เขาจึงต้องลอบหาทางศึกษาวิชาชีววิทยาตามหนทางที่ตนชอบนอกเหนือจากวิชาศาสนาที่ถูกบังคับให้เรียน และต่อมาเขาก็รู้จักกับญาติผู้หนึ่งชื่อ วิลเลียม ดาร์วิน ฟ็อกซ์ (Wiiam Darwin Fox) ที่อยู่ในชั้นเรียนศาสนาด้วยกัน

Charles Darwin

ญาติผู้นี้สะสมแมลงเป็นงานอดิเรก จึง ชักชวนให้ ดาร์วิน สะสมบ้าง และแข่งขันกันสะสมตัวแมลงพร้อมทั้งศึกษาชีวิตของมันตั้งแต่นั้น ฟ็อกซ์ ได้พา ดาร์วิน ไปพบสาธุคุณ จอห์น สตีเฟนส์ เฮนสโลว์ (John Stevens Henslow) ศาสตราจารย์ด้านพฤกษศาสตร์และเป็นนักธรณีวิทยามีชื่อเสียงคนหนึ่ง ซึ่งต่อมา ดาร์วิน ก็รับการถ่ายทอดวิชาพฤกษศาสตร์และธรณีวิทยาจาก เฮนสโลว์ และศึกษาอย่างตั้งใจโดยติดตาม เฮนสโลว์ เป็นเงาตามตัวอยู่ตลอดเวลา

สาธุคุณเฮนสโลว์ผู้นี้เองที่ต่อมาได้มีส่วนสําคัญในการผลักดันให้ ชาร์ลส ดาร์วิน ได้รับโอกาสเดินทางท่องโลกตามความคิดฝันของเขาไปกับเรือหลวงบีเกิล (HMS Beagle) ที่ออกทําการสํารวจโลก และถือเป็นจุดเริ่มต้นในการนําความรู้ใหม่ๆออกมาเปิดเผยให้โลกได้รับทราบข้อเท็จจริงซึ่งแตกต่างไปจากความรู้เดิมที่เคยเชื่อกัน ซึ่งหลายๆเรื่องถึงกับสร้างความสั่นสะเทือนให้เกิดขึ้นกับแวดวงวิชาการของโลกเลยทีเดียว

ชาร์ลส ดาร์วิน ศึกษาจนจบปริญญาในปี ค.ศ. 1831 โดยพกพาเอาความรู้ที่หลากหลายติดตัวมา นอกจากวิชาศาสนศาสตร์ที่ร่ำเรียนเป็นหลัก แล้วก็ยังมีความรอบรู้ในด้านประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์อีกด้วย และยังมีวิชาชีววิทยา กีฏวิทยา พฤกษศาสตร์ และธรณีวิทยาที่แอบร่ำเรียนมาด้วยเช่นกัน ตอนที่ ดาร์วิน จบการศึกษานี้เป็นช่วงที่ทางราชนาวีอังกฤษมีโครงการสํารวจภูมิภาคชายฝั่งทะเลตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อจัดทําแผนที่เดินเรืออยู่พอดี เส้นทางในการเดินทางครั้งนั้นยังถูกวางให้เดินทางเลยออกไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิกอีกด้วย

ภารกิจครั้งนั้นราชนาวีได้มอบหมายหน้าที่ให้เรือหลวงบีเกิล ซึ่งมีกัปตันเรือชื่อ โรเบิร์ต ฟิตซ์รอย (Robert FitzRoy) เป็นผู้รับผิดชอบโดยมีระยะเวลา 3 ปี ซึ่งก่อนหน้านั้นเรือหลวงบีเกิลได้เคยออกทําการสํารวจแนวชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ใช้เวลาเพียง 4 สัปดาห์เท่านั้น ภารกิจของเรือหลวงบีเกิลครั้งนี้ถูกตั้งเป้าหมายให้เก็บรายละเอียดในการสํารวจกลับมาให้ได้มากที่สุด จึง มีการกําหนดระยะเวลาให้ยาวนานขึ้นอีก

ซึ่งครั้งนี้กัปตันฟิตซ์รอยต้องการจะได้นักธรณีวิทยาผู้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษให้เดินทางไปด้วยแต่ก็ยังหาไม่ได้ จนกระทั่งใกล้กําหนดเวลาเดินทาง สิ่งสําคัญที่ทําให้หาได้ยากก็เป็นเพราะว่าภารกิจนี้ไม่ได้รับค่าจ้าง แถมยังต้องออกทุนรอนในการกินการอยู่ซึ่งนอกเหนือไปจากบนเรือเอาเองอีกด้วย จึงยากที่จะมีผู้ใดรับอาสาไปทําภารกิจที่เข้าเนื้อตัวเองครั้งนี้

ด้วยเหตุนี้กัปตันฟิตซ์รอย จึงขอให้สาธุคุณเฮนสโลว์ช่วยหานักธรณีวิทยาให้แต่ก็ยังคงหาผู้ใดอาสาไม่ได้อยู่ดี เมื่อใกล้ถึงวันออกเดินทาง สาธุคุณเฮนสโลว์จึงลองทาบทามดาร์วินดู ซึ่งถึงแม้เขาจะไม่ใช่นักธรณีวิทยาอย่างเต็มตัวและเพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ แถมยังไม่ได้รับสถานะทางวิชาชีพใดๆอย่างถูกต้องอีกด้วยแต่ก็ไม่มีทางเลือก ซึ่งดาร์วินก็ตกลงเพราะถือเป็นโอกาสที่เขาจะได้เปิดหูเปิดตาสู่โลกกว้างตามความฝันของเขา

แต่ถึงดาร์วินจะยินดีเดินทางไปกับเรือบีเกิลครั้งนั้น พอบิดาของเขาทราบข่าวจึงคัดค้านอย่างสุดตัว โดยบอกกับ ดาร์วิน ว่าช่วงเวลา 3 ปีที่เขาเสียไปกับภารกิจเรือบีเกิลครั้งนี้จะเป็น 3 ปีที่เสียไปโดยไม่ได้อะไรกลับมาเป็นชิ้นเป็นอันแต่อย่างใด พอเขากลับมา ใครๆก็เดินนําหน้าเขาไปกันจนหมดแล้ว จนต้องกลับมาตั้งต้นนับหนึ่งใหม่รั้งท้ายชาวบ้านอย่างน่าเสียดาย แต่ ดาร์วิน ก็ยังไม่ยอมลดละความพยายาม เขาไปขอให้น้าชายช่วยรบเร้าบิดาให้อีกแรงหนึ่งจนบิดาใจอ่อน ยินยอมอนุญาตให้ ดาร์วิน เดินทางไปได้ตามที่ต้องการในที่สุด (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet