Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 4

Charles Darwin นักชีววิทยาผู้ไขความเร้นลับของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก ตอนที่ 4

หลังจากเดินทางรอนแรมศึกษาเป็นเวลา 5 ปี ชาร์ลส ดาร์วิน และเรือหลวงบีเกิลก็กลับถึงอังกฤษ เขาจึงกลับไปเก็บรวบรวมตัวอย่างต่างๆที่ส่งมาแล้วบันทึกสถานที่ค้นพบกับรายละเอียดของสิ่งของทุกชิ้นลงในสมุด บันทึกแยกเป็นหมวดหมู่เพื่อนําไปทําการศึกษาค้นคว้าในเชิงลึกต่อไป จากนั้น ดาร์วิน จึงเขียนบทความต่างๆในสิ่งที่ค้นพบระหว่างการเดินทาง 5 ปีนี้ ออกเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการไปบรรยายความรู้ใหม่ๆที่ค้นพบตามที่ประชุมสัมมนาต่างๆ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่กล้านําการศึกษาเรื่องการก่อกําเนิดของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและธรรมชาติเป็นผู้คัดสรรออก มาเผยแพร่อย่างตรงไปตรงมาเนื่องจากเกรงว่าสังคมยังไม่พร้อมจะยอมรับ

การเดินทางของบีเกิล (The Voyage of the Beagle)

การเดินทางของบีเกิล (The Voyage of the Beagle)

จากผลงานต่างๆเหล่านี้ก็ทําให้ดาร์วินเริ่มเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ และได้รับเลือกให้เข้าไปนั่งในตําแหน่งบริหารสภาและสมาคมต่างๆหลายแห่ง จนเมื่อ ดาร์วิน เริ่มเป็นที่เชื่อถือในแวดวงนักวิชาการแล้วนั่นเอง จึงคิดว่าถึงเวลาที่สังคมควรจะรับรู้ในสิ่งใหม่ๆที่เขาค้นคว้ามาเสียที ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจนําสิ่งที่ศึกษาค้นคว้าระหว่างที่เดินทางไปกับเรือหลวงบีเกิลครั้งนั้นออกมาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทราบในหนังสือเล่มแรกมีชื่อว่า “การเดินทางของบีเกิล (The Voyage of the Beagle)” ที่พิมพ์ออกมาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1839 หนังสือเล่มนี้ ดาร์วิน ไม่ได้เขียนในฐานะนักผจญภัยหรือนักบุกเบิกเส้นทางเดินเรือแต่อย่างใด แต่อยู่ในฐานะนักธรรมชาติวิทยาและนักชีววิทยาที่ออกเดินทางไปกับเรือบีเกิล เพื่อนําความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับสรรพชีวิตและธรรมชาติรอบตัวมาเสนอแก่ผู้คนให้ได้ทราบอย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น

หนังสือเล่มแรกของดาร์วินยังเป็นเพียงการเปิดตัวความรู้ใหม่ๆซึ่งเขาเสนอขึ้นเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในธรรมชาติอีกมากมายและมนุษย์ยังไม่ทราบหรือเข้าไม่ถึงเท่านั้น ยังไม่ได้ลงลึกถึงความรู้ที่เขาพบและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมๆทั้งหมดมากนัก ดาร์วิน ยังคงต้องค้นคว้าให้ลงลึกถึงรายละเอียดต่างๆให้มากยิ่งขึ้น และสามารถยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีใหม่ซึ่งเขาค้นพบให้รัดกุมที่สุดเสียก่อน จึงกล้าจะนําออกมาเปิดเผยทั้งหมด เพราะทราบดีว่าสิ่งที่เขาค้นพบและพยายามจะนําออกเผยแพร่ครั้งนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายต่อความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะความรู้ที่ไปขัดแย้งกับความเชื่อและความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อศาสนาอันถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมาก ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นในอดีตมามากแล้วว่าความปรารถนาดีที่พยายามนําภูมิปัญญามาสู่สังคมด้วยการนําความรู้ใหม่ๆมาให้ แต่เกิดไปขัดแย้งเข้ากับความเชื่อความศรัทธาต่อศาสนานั้นได้รับผลเป็นเช่นไร การเปิดเผยความรู้ใหม่ๆของ ดาร์วิน ในครั้งนี้ จึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

ในช่วงระหว่างที่ ดาร์วิน กําลังค้นคว้าอย่างขะมักเขม้นเพื่อรวบรวมรายละเอียดให้มากเพียงพอที่จะนําความรู้ใหม่เหล่านั้นออกมาเปิดเผยต่อโลกอยู่นั้น ก็ได้มีนักธรณีวิทยาผู้หนึ่งชื่อ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Alfred Russel Wallace) ซึ่งเชื่อว่าธรรมชาติเป็นต้นกําเนิดและคัดสรรความอยู่ รอดของสรรพชีวิตเช่นกัน วอลเลซ ติดตามผลการค้นคว้าของ ดาร์วิน จากบทความต่างๆ ทั้งยังตามไปฟังเขาบรรยายตามที่ต่างๆอย่างสม่ำเสมอ และนําสิ่งที่ ดาร์วิน นําออกเผยแพร่ไปศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองหลายต่อหลายเรื่อง ได้ส่งเอกสารซึ่งบันทึกผลการศึกษาค้นคว้าของเขาไปให้ ดาร์วิน อ่าน เพื่อสนับสนุนในสิ่งที่ ดาร์วิน ค้นพบ

วอลเลซ ได้เคยเดินทางไปตามที่ต่างๆ มามากมายเพื่อศึกษาเรื่องธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิตด้วยตัวเองถึงทวีปอเมริกาใต้ และหมู่เกาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณนอกชายฝั่งประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียมาก่อนเช่นกัน และเมื่อ ดาร์วิน ได้รับเอกสารของ วอลเลซ แล้วนั่นเอง เขาจึงมีความกล้าที่จะนําเรื่องที่เขาค้นพบทั้งหมดออกมาเผยแพร่ เพราะทราบว่าเขาไม่ใช่ผู้เดียวที่คิดเช่นนี้ และเชื่อว่ายังมีคนอีกไม่น้อยไม่เพียงแต่ วอลเลซ ผู้เดียวเท่านั้นที่เชื่อเช่นนี้ ซึ่งก็น่าจะเชื่อมาก่อน เขาเสียอีก

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1858 ดาร์วิน จึงได้นําผลการศึกษาของเขารวมทั้งเอกสารของวอลเลซด้วยออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในที่ประชุมสัมมนาวิทยาศาสตร์ของสมาคมลินเนียน (Linnean Society) ในกรุงลอนดอน อย่างไรก็ดี การเปิดเผยในที่ประชุมสัมมนาครั้งนั้น ยังถือว่าเป็นเพียงวงแคบๆเท่านั้น

ต้นกำเนิดสายพันธุ์ต่างๆ (The Origin of Species)

ต้นกำเนิดสายพันธุ์ต่างๆ (The Origin of Species)

กระทั่งในปี ค.ศ. 1859 ดาร์วิน ได้นําผลการศึกษาทั้งหมดมารวบรวมพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสือชื่อ “ต้นกําเนิดสายพันธุ์ต่างๆ (The Origin of Species)” กล่าวถึงทฤษฎีกําเนิดสรรพชีวิตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยไม่มีผู้ใดหรือภูมิปัญญาใดๆสร้างขึ้นอย่างละเอียด นับจากนั้นเป็นต้นมานั่นเองทฤษฎีของ ชาร์ลส ดาร์วิน จึงได้กลายเป็นสิ่งที่ทําให้เกิดข้อถกเถียงครั้งใหญ่ไปทั่วทุกวงการ และเกิดความปั่นป่วนที่ขยายวงออกไปเรื่อยๆ จากการโต้เถียงกันได้ลุกลามออกไปเป็นการทะเลาะวิวาทกันอย่างดุเดือดระหว่างฝ่ายเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นไปตามที่ ดาร์วิน เคยหวาดเกรงว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการศาสนาที่รับไม่ได้กับความคิดว่าธรรมชาติเป็นผู้ก่อกําเนิดสรรพสิ่งและคัดสรรความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างๆ ถ้าหากปล่อยให้เชื่อกันเช่นนั้น แล้วคนส่วนใหญ่หันไปเชื่อตามความศรัทธาต่อพระเจ้าก็คงหมดสิ้นไปสักวัน

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อศาสนาคริสต์โดยตรง กระทั่งไม่เพียงวงการศาสนาเท่านั้นที่ออกมาต่อต้านทฤษฎีของดาร์วินและประณามความคิดนี้อย่างรุนแรงวงการอื่นๆก็ยังออกมาต่อว่าและด่าทอเขา โดยเฉพาะประเด็นที่ ดาร์วิน กล่าวถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ที่มีบรรพบุรุษมาจากลิงหรือสิ่งที่มีชีวิตคล้ายลิงนั้น เขาถึงกับถูกบริภาษว่าต้นตระกูลดาร์วินเองต่างหากที่มาจากลิง สื่อมวลชนต่างๆถึงกับวาดรูปดาร์วินมีรูปร่างเป็นลิง เพื่อที่จะทําให้เขาได้รับความอับอาย

แต่ถึงแม้ว่า ดาร์วิน จะถูกต่อต้านและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างชนิดที่รุนแรงจากการเสนอทฤษฎีปฏิวัติความเชื่อในเรื่องชาติพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในโลกใหม่ทั้งหมดอย่างไร แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีผู้คนที่เปิดกว้างทางความคิดและพร้อมที่จะยอมรับทฤษฎีของเขามากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน เพราะการเสนอ ทฤษฎีของดาร์วินครั้งนั้นเป็นไปอย่างรอบคอบ เขาเก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่สามารถจะนํามาใช้อ้างอิงเอาไว้อย่างละเอียด โดยใช้เวลาการจัดทําข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี จึงกล้านําออกมาเสนอ หลักฐานและข้อมูลของเขาจึงมีความแน่นหนามาก อีกทั้งการที่ฝ่ายซึ่งมีความคิดเห็นคล้อยตามทฤษฎีของดาร์วินก็ยังนําสิ่งที่เขาเสนอไปเป็นพื้นฐานต่อยอดและศึกษาค้นคว้าในเรื่องอื่นๆต่อไปก็มีจํานวนมาก จึงทําให้เกิดกระแสสองกระแสที่ยันกันขึ้นมา โดยฝ่ายต่อต้านดาร์วินก็ไม่อาจที่จะทําลายความน่าเชื่อถือของเขาลงได้

การสืบสายเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ (The Descent of Man)

การสืบสายเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ (The Descent of Man)

กระทั่งในปี ค.ศ. 1871 ดาร์วิน ก็พิมพ์หนังสือออกมาเผยแพร่อีกเล่มหนึ่งชื่อว่า “การสืบสายเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ (The Descent of Man)” หนังสือเล่มนี้เป็นการขยายความต่อจากเรื่องของธรรมชาติที่เป็นต้นกําเนิด คัดสรร และการอยู่รอดในการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ โดย ดาร์วิน ได้เสนอประเด็นหลักในหนังสือเล่มนี้คือการสืบเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่มีลักษณะของสัญชาตญาณทางธรรมชาติเป็นตัวกําหนดพฤติกรรมตั้งแต่การถือกําเนิด การเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ ไปจนถึงลักษณะอุปนิสัย หรือแม้สิ่งมีชีวิตเช่นพืชก็ล้วนแต่มีพฤติกรรมด้วยกันทั้งสิ้น และต้องอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติเป็นตัวกําหนดด้วยเช่นกัน

การแสดงความรู้สึกทางอารมณ์ของมนุษย์และสัตว์ (The Expression of the Emotions in Man and Animals)

การแสดงความรู้สึกทางอารมณ์ของมนุษย์และสัตว์ (The Expression of the Emotions in Man and Animals)

ซึ่งในปีต่อมา ปี ค.ศ. 1872 ดาร์วิน ก็ออกผลงานการค้นคว้าออกมาอีกเล่มหนึ่งชื่อ “การแสดงความรู้สึกทางอารมณ์ของมนุษย์และสัตว์ (The Expression of the Emotions in Man and Animals)” เมื่อถึงตอนนี้ ดาร์วิน ไม่ต้องคอยหวาดเกรงเรื่องกระแสการต่อต้านทางความคิดอีกต่อไปแล้ว เพราะเริ่มมีกระแสยอมรับในความคิดของเขามากขึ้นจนกลายเป็นแรงผลักดันให้เขากล้าจะนําเสนอทฤษฎีที่ปฏิวัติความเชื่อต่างๆออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน หนังสือเล่มนี้เสนอทฤษฎีส่วนเสริมในเรื่องพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ด้วยประเด็นจิตวิทยา ซึ่งต่อมาได้ถูกนํามาใช้เป็นหลักการพื้นฐานในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ตามแวดวงต่างๆตั้งแต่การเมืองไปจนถึงทางการแพทย์

ในช่วงบั้นปลายชีวิตของ ดาร์วิน นั้นเขาได้กลับมาให้ความสนใจในเรื่องของพืชและแมลงซึ่งเขาเคยให้ความสนใจในช่วงชีวิตแรกๆ การค้นคว้าในช่วงหลังๆจึงเป็นการคอยเฝ้าสังเกตและศึกษาในเรื่องกระบวนการทางธรรมชาติของพืชและแมลงที่มีวงจรชีวิตเกี่ยวพันกันกับสัตว์อื่นๆอย่างเป็น วงจรเกี่ยวพันกัน ซึ่งต่อมาสิ่งนี้ได้ถูกนํามาใช้เป็นพื้นฐานแนวคิดเรื่อง ระบบนิเวศ (Ecosystem) และ ห่วงโซ่อาหาร (Food Chain)

ชาร์ลส ดาร์วิน เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1882 ที่บ้านของเขาในเขตดาวน์ (Downe) ชานกรุงลอนดอน ด้วยวัย 73 ปี แรกที่เดียวร่างของเขาถูกฝังอยู่ที่สุสานเซนต์ แมรี (Saint Mary) ที่ดาวน์นั่นเอง แต่ต่อมาด้วยคุณูปการที่ ดาร์วิน ได้สร้างไว้ให้แก่วงการวิทยาศาสตร์ เพื่อนๆและสมาชิกสมาคมและสถาบันวิทยาศาสตร์ต่างๆได้ช่วยกันเรียกร้องให้ทางการจัดพิธีศพให้กับเขาอย่างสมเกียรติ ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองจากทางรัฐบาล จึงได้มีการจัดพิธีศพของเขาขึ้นใหม่อีกครั้ง แล้วนําร่างของ ดาร์วิน ไปฝังที่โบสถ์เวสต์มินสเตอร์ (Westminster Abbey) กลางกรุงลอนดอน ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษคนอื่นๆ

สําหรับชีวิตส่วนตัวของ ชาร์ลส ดาร์วิน นั้น เขาแต่งงานกับญาติสาวทางฝ่ายมารดาของเขาเองชื่อว่า เอมมา เวด์กวูด (Emma Wedgwood) ซึ่งนามสกุลเวด์กวูดก็คือนามสกุลของมารดาของเขา ดังนั้น เอมมา จึงนับเป็นญาติสนิทที่เกี่ยวพันทางสายเลือดเดียวกันกับเขาด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ดาร์วิน กังวลมาตลอดทั้งชีวิต เพราะจากการศึกษาตามทฤษฎีการสืบสายพันธุกรรมที่เขาค้นพบ กล่าวถึงการสืบสายโลหิตของสิ่งมีชีวิตที่มีสายโลหิตเดียวกันว่าจะทําให้มีลักษณะด้อยทางสายพันธุ์เกิดขึ้น อันจะนําไปสู่ปัญหาทางพันธุกรรมหรือการผ่าเหล่าในรุ่นต่อๆไปได้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการสูญพันธุ์ในสิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์ แต่ ดาร์วิน ก็ยังมีบุตรกับ เอมมา ด้วยกันถึง 10 คน เรื่องนี้ทําให้เขาเป็นกังวลอย่างมากว่าลูกๆของเขาจะเกิดมามีสุขภาพไม่แข็งแรง อาจพิการ หรืออาจมีลักษณะทางพันธุกรรมที่ผิดปกติในรุ่นต่อๆไปได้

ด้วยเหตุนี้ ดาร์วิน จึงดูแลลูกๆอย่างค่อนข้างใกล้ชิดมาตั้งแต่เด็ก เวลาลูกๆป่วย ดาร์วิน จะไม่เป็นอันทําอะไร คอยประคบประหงมดูแลพวกเขาอย่างกับไข่ในหิน ด้วยเกรงว่าลูกจะเสียชีวิตหรือพิการนั่นเอง แต่ถึงจะดูแลอย่างดีเช่นไร ดาร์วิน ก็ต้องสูญเสียลูกไปถึง 2 คนตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนอีก 8 คนที่เหลือนั้นมีพลานามัยแข็งแรงดี และสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีคุณภาพ มีหน้าที่การงานดี ซึ่งหลายคนก็มีชื่อเสียงตามเส้นทางของพวกเขาเอง แต่ก็ยังมีบุตรบางคนที่เจริญรอยตามบิดา เดินเข้ามาอยู่ในสายอาชีพนักวิจัยค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet