The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 1

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 1

อาหารจานด่วนไปกันได้ดีกับชีวิตเมืองซึ่งผู้คนขาดแคลนพื้นที่หรือเวลาในการปรุงอาหารกินเอง และในเมื่อชาวโรมันได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กําเนิดเมือง ก็มีความเป็นไปได้มากว่าพวกเขาอาจคิดเรื่องอาหารจานด่วนเป็นกลุ่มแรก ตามเมืองต่างๆในอาณาจักรโรมัน คนจนส่วนใหญ่แออัดอยู่ในอินซูลาย (insulae เป็นภาษาละตินแปลว่า “เกาะต่างๆ”) ซึ่งเป็นอาคารที่พักหลายชั้นสร้างจากวัสดุราคาถูก เรื่องนี้ยังพิสูจน์ด้วยว่าที่พักตามอาคารสูงไม่ใช่แนวคิดใหม่

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 1

เมื่อเป็นไปได้มากว่าหากปรุงอาหารเองแล้วจะเผาย่านที่พักอาศัยใกล้เคียงไปด้วย หลายคนจึงฝากท้องกับคนขายอาหารข้างทาง อาหารเหล่านี้ไม่ใช่อาหารจานด่วนตามความหมายปัจจุบัน มื้อเช้า ตอนนั้นเป็นขนมปังแช่ไวน์สําหรับกินเป็นอาหารว่างแบบเร็วๆ ตามด้วยผักปรุงสุกกับสตู แต่แนวคิดเบื้องหลังอาหารเหล่านี้คงไม่ต่างจากอาหารจานด่วนนัก

เมื่อถึงยุคกลาง เมืองใหญ่และเขตเมืองทุกแห่งล้วนคลาคล่ำด้วยพ่อค้าแม่ค้าจํานวนมากที่ขายอาหารหลากหลายชนิด ร้านค้าเหล่านี้ให้บริการผู้ที่ไม่สามารถปรุงอาหารได้เองเช่นเดียวกับในเมืองยุคโบราณ ไม่ว่าจะเป็นคนงาน คนจน นักเดินทาง และผู้แสวงบุญ ในยุคสมัยนั้นอาหารประจําวันของคนส่วนใหญ่ในย่านชนบทอังกฤษประกอบด้วยอาหารเรียบง่ายอย่างพุดดิ้งถั่ว ดังนั้นอาหารที่ทําขายจึงถือว่าหรูกว่ามากเมื่อเทียบกัน ดังที่ผู้แสวงบุญใน Canterbury Tales (1387-1400) ของชอเซอร์มักพูดถึงอาหารว่างอยู่บ่อยๆ และกินนั่นกินนี่แทบทุกอย่างตั้งแต่ขนมอบกับหอมย่าง ไปจนถึงของหวานอย่างบลองก์มองจ์

อาหารแบบนี้ทําให้คนชนบทผู้มีอาหารให้เลือกน้อยและมักปรุงอาหารแบบเรียบง่ายตื่นตาตื่นใจ แม้แต่คนต่ำต้อยในเมืองก็ยังได้กินอาหารจานด่วนหลากหลายประเภท สมัยนั้นก็เหมือนสมัยนี้ที่ความสะดวกสบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความรื่นรมย์สําเร็จรูปแบบชีวิตเมือง “London Lickpenny” บทกวียอดนิยมแห่งศตวรรษที่ 15 ได้รวมคําร้องขายสินค้าของคนขายอาหารตามถนนซึ่งโฆษณาขายอาหารปรุงสําเร็จหลากหลายชนิด

มีตั้งแต่ “ตีนแกะร้อนกับหอยนางรม” ไปจนถึง “ซี่โครงวัวและพายร้อนหลากหลาย” นี่เป็นต้นแบบของร้านแฮมเบอร์เกอร์ ร้านไก่ทอด และร้านเคบับ ซึ่งเปิดขายกันเกลื่อนกลาดทั่วเมืองในปัจจุบันที่อาศัยเพียงเสียงเจ้าของร้านและเสียงเพลงทํานองเฉพาะตัวเพื่อสร้างความโดดเด่นเหนือร้านอื่น ผลที่ตามมาคือลอนดอนกลายเป็นเมืองแห่งเสียงเอะอะมะเพิ่งของพ่อค้าแม่ค้าที่พยายามแข่งขันกันอย่างที่ โจเซฟ แอดดิสัน (Joseph Addison) เขียนในนิตยสาร Spectator เมื่อปี 1711 ว่า “ไม่มีอะไรทําให้ชาวต่างชาติประหลาดใจและเจ้าขุนมูลนายบ้านนอกตกใจได้มากกว่าเสียงร้องแห่งลอนดอน”

คนเร่ขายของตามถนนยังเป็นหัวข้อยอดนิยมของศิลปินอีกด้วย และเมื่อถึงกลางทศวรรษที่ 1700 ภาพพิมพ์ชื่อ “Cries of London” ก็ได้รับความนิยมอย่างยิ่งอีกทั้งเสียงร้องเรียกความสนใจของบรรดาพ่อค้าแม่ค้ายังถูกเขียนถึงและรวบรวมไว้ เช่นตัวอย่างข้างล่างนี้จากหนังสืออ่านเบื้องต้นในศตวรรษที่ 18 “แป้งต้มไม้เนื้อแกะร้อนๆ แป้งต้มอร่อยร้อนๆ แป้งต้มไส้เนื้อแกะร้อนๆ” ชายผู้นี้ร้อง “ไม่ต้องกุลีกุจอทําเอง ประหยัดทั้งแรง ประหยัดทั้งไฟ จะมีอะไรดีไปกว่านี้?”

ส่วนเสียงร้องเร่ขายสินค้าในเวอร์ชั่นสมัยใหม่ก็คือเพลงประกอบโฆษณานั่นเอง จุดมุ่งหมายเหมือนกันคือชักจูงให้เราควักเงินซื้อของว่างหรืออาหารปรุงสําเร็จยั่วน้ําลายซึ่งสมัยนี้อาจนําไปใส่ไมโครเวฟแล้วอุ่นให้ร้อนได้ในชั่วพริบตา

อาหารจานด่วนยึดครองอเมริกา

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 1

ข้ามมายังมหาสมุทรแอตแลนติกไปอีกทวีปกันดีกว่า แล้วเราก็มาถึงบ้านของอาหารจานด่วนในปัจจุบันนั่นคืออเมริกานั่นเอง เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน ในวันที่ 7 กรกฎาคม 1912 ร้านอาหารจานด่วนชื่อออโตแมต (Automat) เปิดทําการในนิวยอร์ก ร้านนี้เป็นคาเฟยุคใหม่ที่ขายอาหารปรุงสําเร็จหลังกระจกบานพับ ลูกค้าต้องหยอดเหรียญลงในเครื่องเพื่อซื้อสินค้าร้านได้รับความนิยมทันทีแม้ว่าจะไม่ใช่ร้านแรกที่ใช้วิธีขายแบบนี้

เจ้าของร้านนี้คือ โจเซฟ ฮอร์น (Joseph Horn) และ แฟรงก์ ฮาร์ดาร์ต (Frank Hardart) เปิดร้านสาขาแรกในฟิลาเดลเฟียเมื่อปี 1902 แต่สาขาที่นิวยอร์กสร้างกระแสนิยมไปทั่ว ที่บรอดเวย์มีผู้ต้องการซื้อสินค้ามากเสียจนต้องต่อคิวยาว อันที่จริงอาจต้องใช้เวลานานกว่าการซื้ออาหารจากร้านทั่วๆไปเสียอีกแต่แฟนๆก็ไม่สน ในที่สุดอาหารก็ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 เสียที่ร้านอาหารออโตแมตจํานวนมากผุดขึ้นทั่วประเทศเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า

บริษัทเจ้าของกิจการยังทําให้แนวคิดเรื่องอาหารซื้อกลับบ้าน (takeaway food) กลายเป็นที่นิยมด้วยคําขวัญว่า “ให้แม่เหนื่อยน้อยลง” แม้แนวคิดนี้จะไม่ใช่ของใหม่ก็ตาม เพราะผู้อพยพชาวเยอรมันทําไส้กรอกปรุงสุกขายมาครึ่งศตวรรษแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานแนวคิดอีกแบบก็ได้รับความนิยมขึ้นมาแทน ออโตแมตกลายเป็นแค่หมายเหตุในประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน แนวคิดใหม่นี้ก็คือร้านแฮมเบอร์เกอร์ดิ๊ก และ แมค แมคโดนัลด์ (Dick and Mac McDonald) สองพี่น้องจากนิวแฮมป์เชียร์เปิดร้านขายบาร์บีคิวแบบไดรฟ์อิน (drive-in) ในปี 1940 ที่ซานเบอร์นาร์ดิโนในแคลิฟอร์เนีย

หลังจากค้นพบว่ากําไรส่วนใหญ่มาจากแฮมเบอร์เกอร์ พี่น้องคู่นี้ก็เปิดร้านอาหารอีกครั้งในปี 1948 คราวนี้ เป็นแผงขายอาหารเมนูเรียบง่ายอย่างแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ มิลค์เชก และโคคาโคลา อาหารทุกอย่างเสิร์ฟในภาชนะแบบใช้แล้วทิ้งในสายตาพี่น้องแมคโดนัลด์ วิธีการของพวกเขาถือว่าทันสมัยใหม่สุด แต่ความจริงการทําเมนูอาหารให้เรียบง่ายลงอย่างมากนี้คือการกลับไปหา ต้นแบบร้านอาหารยุคกลางซึ่งมุ่งเน้นการขายสินค้าหลักชนิดเดียวที่ปรุงได้ดีที่สุด ผลก็คือ 2 พี่น้องสามารถผลิตแฮมเบอร์เกอร์และเฟรนช์ฟรายส์ โดยไม่ต้องรอลูกค้าสั่งซื้อทั้งยังเสิร์ฟได้ทันที อีกทั้งแฮมเบอร์เกอร์ของพวกเขาก็ราคาแค่ 15 เซ็นต์หรือประมาณครึ่งหนึ่งของราคาตามร้านอาหารทั่วไป

ทว่าผู้ผลักดันให้แฮมเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกไม่ใช่ 2 พี่น้องแมคโดนัลด์ แต่เป็นนักธุรกิจอารมณ์ร้อน เรย์ คร็อก (Ray Kroc) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมิลค์เชก คร็อกซื้อกิจการจาก 2 พี่น้องในปี 1954 (ภายหลังคร็อกไม่ยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามที่ตกลงกันไว้แบบปากเปล่าในตอนนั้น) แล้วริเริ่ม 2 สิ่งที่ทําให้แมคโดนัลด์กลายเป็นผู้นําร้านอาหารจานด่วนระดับโลก หนึ่งคือสายการผลิตที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงงานรถยนต์ของ เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) ทําให้ผลิตอาหารเติมได้อย่างต่อเนื่อง

สองคือนโยบายการรักษามาตรฐานอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ทุกสาขาเสิร์ฟอาหารแบบเดียวกันทุกอย่างในลักษณะเหมือนกันทุกประการ แมคโดนัลด์ประสบความสําเร็จมากจนร้านอาหารจานด่วนแบบมีสาขาทั้งหลายรีบทําตาม แล้วอาหารจานด่วนอเมริกันก็ยึดครองโลก

บิสโทร (bistro) เป็นคาเฟ่อาหารจานด่วน หรืออย่างน้อยก็เคยเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งร้านอาหารจานด่วนของจริงเริ่มยึดครองถนนสายหลัก ในทศวรรษ 1970 หลังจากนโปเลียนพ่ายแพ้ในยุทธการวอเตอร์ลู (Battle of Waterloo) เมื่อปี 1815 กองทัพจากทั่วยุโรปก็เริ่มเข้ายึดครองปารีส โดยเฉพาะกองทัพรัสเซีย ไม่นานคาเฟฝรั่งเศสก็เต็มไปด้วยผู้มาเยือนหน้าใหม่ การค้าคึกคัก เสียงตะโกนเสียงหนึ่งที่ได้ยินบ่อยสุดในเวลานั้นคือ “บีสตระ! บีสตระ” ซึ่งเป็นภาษารัสเซียแปลว่า “เร็วเข้า! เร็วเข้า!” ไม่นานคนก็เชื่อมโยงคํานี้กับบาร์ที่ขายเหล้าราคาถูก คลับ และคาเฟ่ขนาดเล็ก

แฮมเบอร์เกอร์: จากอาหารว่างเยอรมันสู่สัญลักษณ์อเมริกา

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 1

คนทั่วไปรับรู้กันว่าแฮมเบอร์เกอร์เป็นอาหารตัวแทนของอเมริกา ประมาณการกันว่าชาวอเมริกันกินแฮมเบอร์เกอร์ปีละกว่า 14,000 ล้านชิ้น ดังนั้นคุณคงเข้าใจว่าการเป็นเมืองบ้านเกิดของแฮมเบอร์เกอร์ย่อมหมายถึงการเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และนี่ก็คือคํากล่าวอ้างของเมืองเล็กๆชื่อซีย์มัวร์ (Seymour) ในรัฐวิสคอนซิน หอเกียรติยศแฮมเบอร์เกอร์ของซีย์มัวร์จัดแสดงประวัติศาสตร์เบอร์เกอร์ ในขณะที่งานเบอร์เกอร์เฟสต์ประจําเมืองซึ่งจัดขึ้นปีละครั้งและฉลองกัน 1 วันเต็ม มีขบวนพาเหรดและการแข่งขันอันเกี่ยวข้องกับเครื่องเคียงเบอร์เกอร์ รวมถึงการแข่งขันที่มีชื่อเสียงอย่างงานไถลตัวไปบนซอสมะเขือเทศ

ในปี 1989 เทศกาลนี้ทําแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่ที่สุดในโลก ชั่งน้ำหนักได้ถึง 5,500 ปอนด์ เมือง แห่งนี้ให้ข้อมูลแก่ผู้มาเยือนว่าในปี 1885 ชาร์ลส์ นากรีน (Charles Nagreen) หนุ่มวัย 15 ปี ขายเนื้อบดทอดที่แผงในงานซีย์มัวร์แฟร์ (Seymour Fair) ครั้งแรก ไม่นานผู้ได้รับสมญาในภายหลังว่า แฮมเบอร์เกอร์ ชาร์ลี (Hamburger Charlie) ก็คิดได้ว่าทําไมเนื้อปั้นทอดของเขาถึงขายไม่ดี นั่นเป็นเพราะลูกค้าไม่สามารถเดินกินพวกมันไปรอบๆอย่างสะดวก ดังนั้นชาร์ลีจึงกดเนื้อปั้นให้แบนก่อนจะเอาไปสอดไว้ระหว่างขนมปัง 2 ชิ้น แล้วตั้งชื่อว่าแฮมเบอร์เกอร์ตามสเต๊กแฮมเบอร์เกอร์ที่เป็นที่นิยมอยู่ก่อนแล้วในรัฐทางเหนือ

ชาร์ลี นากรีน ขายแฮมเบอร์เกอร์ที่งานแฟร์ในย่านนั้นไปตลอดชีวิตและกลายเป็นคนดังประจําถิ่น เขากล่าวอ้างจนถึงวันตายว่าเป็นผู้คิดค้นอาหารจานด่วนชนิดนี้ แต่ก็มีคนอื่นที่อ้างแบบเดียวกัน แถมยังอ้างเรื่องราวจากปี 1885 เช่นเดียวกันด้วย เรื่องหลังนี้กล่าวถึงพี่น้องนักทําไส้กรอกชื่อ แฟรงก์ กับ ชาร์ลส์ เมนเชส (Frank and Charles Menches) ผู้บังเอิญได้เนื้อวัวจากผู้ค้าส่งแทนที่จะเป็นเนื้อหมู เมื่อเวลาไม่พอแถมวัตถุดิบที่มีจํากัด พวกเขาจึงตัดสินใจเอาเนื้อวัวทําอาหารแทนและเสิร์ฟเป็นไส้แซนด์วิชในงานแฟร์ที่เขตอีรี โดยตั้งชื่อเมนใหม่นี้ว่าแฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิช (hamburger Sandwich) ตามชื่อเมืองแฮมเบิร์ก (Hamburg) ในรัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นบ้านเกิดของพวกเขา

นอกจากนั้นยังมีคํากล่าวอ้างอื่นๆอีกหลากหลายรูปแบบ สถาบันอย่างหอสมุดคองเกรสสหรัฐฯยกให้ร้านอาหารลูอิสลันช์ (Louis Lunch) ในเมืองนิวเฮเวน รัฐคอนเนตทิคัต เป็นร้านที่ทําเบอร์เกอร์ชิ้นแรกของอเมริกาในปี 1895 แต่บรรดานักประวัติศาสตร์แฮมเบอร์เกอร์ผู้มีชื่อเสียงกลับเห็นต่างออกไป โดยบอกว่าเจ้าแรกที่ทําคือแผงขายแฮมเบอร์เกอร์โอลด์เดฟ (Old Dave’s Hamburger Stand)

ในงานเวิลด์แฟร์ปี 1904 ที่เซนต์หลุยส์ ซึ่งดําเนินการโดย เฟลตเชอร์ เดวีส์ (Fletcher Davies) เจ้าของร้านอาหารจากเมืองเอเธนส์ในเท็กซัสต่างหาก อันที่จริงคําแย้งของพวกเขาน่าเชื่อถือมากจนสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เท็กซัสยืนยันในเดือนพฤศจิกายน 2006 ว่าเอเธนส์เป็น “ต้นกําเนิดดั้งเดิม ของแฮมเบอร์เกอร์” ผู้คนในอเมริกาเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก

ในขณะที่พวกเขายังเถียงกันเองอยู่ เราหันไปดูชาวยุโรปเหนือกันแทนดีกว่า คนที่นั่นกินเนื้อบด เนื้อหมักเกลือ และเนื้อที่ผ่านการถนอมอาหารมาตั้งแต่เจงกีสข่านยังรบไปทั่วแดนดินในช่วงต้นทศวรรษ 1300 ผู้อพยพชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 19 โดยสารเรือของแฮมเบิร์กอเมริกาไลน์ (Hamburg America Line) ซึ่งเปิดกิจการพาผู้โดยสารข้ามฝั่งในปี 1847 ผู้อพยพเหล่านี้นําสูตรอาหารโปรดติดตัวไปด้วย ไม่นานอาหารจานด่วนปรุงง่ายที่เป็นเนื้อบดกับขนมปังก็ได้รับความนิยม ไปทั่วท่าเรืออันพลุกพล่านแห่งชายฝั่งตะวันออก

The History of Fast Food ประวัติศาสตร์อาหารจานด่วน ตอนที่ 1

ผู้โดยสารที่เดินทางมากับแฮมเบิร์กอเมริกาไลน์ ซึ่งถูกเรียกว่าพวกแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburgers) เรียกอาหารว่างจานโปรดที่เป็นเนื้อบดเสิร์ฟในขนมปังก้อนกลมว่า เบริทเชน (Britchen แปลว่า “ขนมปังม้วน” ในภาษาเยอรมัน) แต่ไม่นานชาวนิวยอร์กก็เรียกมันว่าแฮมเบอร์เกอร์ตามชื่อผู้เดินทางที่กินอาหารชนิดนี้ เรารู้เรื่องนี้เพราะเมื่อถึงกลางศตวรรษที่ 19 (ก่อนหน้าคํากล่าวอ้าง “อย่าง เป็นทางการ” ทั้งหลาย) คนขายอาหารที่ท่าเรือนิวยอร์กก็โฆษณาขาย “สเต๊กปรุงสไตล์แฮมเบิร์ก” เพื่อดึงดูดใจผู้โดยสารและลูกเรือชาวเยอรมันที่เพิ่งขึ้นฝั่ง Oxford English Dictionary นิยามสเต๊กแฮมเบิร์ก (Hamburg Steak) ไว้ตั้งแต่ปี 1802 แล้วว่าเป็นเนื้อวัวหมักเกลือชนิดหนึ่ง

เมื่อลองทบทวนดูก็น่าจะสรุปด้วยใจเป็นธรรมได้ว่าความคิดเอาเนื้อมาสอดไส้ขนมปังไม่น่าจะมาจากคนคนเดียว โดยเฉพาะเมื่อดูจากการที่สเต๊กแฮมเบิร์กแพร่หลายไปทั่วอเมริกาอย่างรวดเร็ว อย่างไรเสียก่อนหน้านั้นในปี 1762 จอห์น มอนทากิว ที่อังกฤษก็มีความคิดคล้ายๆกันแถมชนชั้นสูงชาวอังกฤษก็ไม่ใช่พวกมีความคิดสร้างสรรค์เสียด้วย เป็นความจริงที่ว่าเมื่อสหรัฐอเมริกาเติบโตและเครือข่ายรถไฟกับถนนทําให้ผู้คนเดินทางไปไหนต่อไหนสะดวกขึ้น อุตสาหกรรมอาหารสําหรับผู้ใช้ชีวิตเร่งรีบก็คึกคักตามไปด้วย แต่กระนั้นขนมปังไส้เนื้ออันโด่งดังซึ่งเป็นพลังผลักดันการขยายตัวนี้ก็อาจไม่ได้มีกําเนิดจากชาวอเมริกันคนใดคนหนึ่ง ทว่ามาจากผู้อพยพชาวยุโรปเหนือจํานวนมากที่ออกจากท่าเรือแฮมเบิร์กมาสู่โลกใหม่อันน่าค้นหาท้าทาย (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet