Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 1

ประวัติศาสตร์ชวนวิงเวียนของเครื่องดื่มก่อนอาหาร

Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 1

เครื่องดื่มก่อนอาหาร (aperitif) มาจากคําในภาษาฝรั่งเศสที่ใช้เรียกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สําหรับกระตุ้นความอยากอาหาร มีที่มาจากคํากริยาภาษาละติน aperire แปลว่า “เปิด” เดิมเป็นวิธีรักษาโรคตามทฤษฎีฮิวเมอริสม์ (humourism) ซึ่งเป็นกระแสนิยมในวงการแพทย์ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงศตวรรษที่ 19

แนวคิดนี้เสนอว่าร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุพื้นฐาน 4 ชนิด ความเจ็บป่วยทุกประการเป็นผลจากการมีธาตุใดธาตุหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป จึงรักษาได้ด้วยการทําให้เกิดสมดุลในร่างกาย อาทิ ถ้าผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นไข้ก็แปลว่ามีเลือดมากเกินไปและต้องเอาเลือดออก หากไม่อยากอาหารก็ต้องกระตุ้นด้วยสิ่งที่มีรสขมเพื่อให้น้ำที่ไหลเวียนไปช่วยย่อยอาหาร ยาที่กําหนดให้คนไข้กินคือของเหลวใส่สมุนไพรและเครื่องเทศรสเข้ม เมื่อเวลาผ่านไปรสขมของยาเริ่มเจือจางเมื่อเติม แอลกอฮอล์เข้าไป ไม่นานนักผู้ใส่ใจสุขภาพก็ดื่มมันในฐานะเครื่องดื่มเรียกนําย่อยก่อนรับประทานอาหาร

รสสมุนไพรเข้มข้นจากเครื่องดื่มอย่างดูบองเนต์และเวอร์มูธ มีไว้เพื่อให้ผู้ดื่มไม่รู้สึกว่ากําลังเมาแต่รู้สึกว่าอาการกําลังดีขึ้น นี่คือมุมมองที่ตัวผมและมิสเตอร์เจมสัน (Mr Jameson) เห็นด้วยสุดใจ ไม่นานการจิบเครื่องดื่มก่อนอาหารก็กลายเป็นธรรมเนียมทางสังคมในยุโรปหลายพื้นที่ก่อนจะแพร่ไปยังโลกใหม่ เครื่องดื่มก่อนอาหารที่นิยมกันในอังกฤษและอเมริกา (ยินโทนิก และมาร์ตินี ตามลําดับ) รับแนวคิดเรื่องเครื่องดื่มเป็นยาก่อนอาหารค่ำมาด้วยความยินดี โดยแต่ละแก้วมีแอลกอฮอล์มากพอให้แน่ใจว่าคุณจะได้ดับกระหายขณะเรียกน้ำย่อยไปด้วย

Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 1

สํานวน ทํานกหวีดให้ชุ่ม (wetting your whistle) และ ลับความอยากอาหาร (whetting your appetite) มักถูกใช้สับกันด้วยความที่ฟังดูคล้ายกันแต่อันที่จริงความหมายต่างกันลิบลับ มีผู้สันนิษฐานถึงที่มาของ “นกหวีด” ในสํานวน “ทํานกหวีดให้ชุ่ม” ว่านักดื่มในผับอังกฤษเคยเอานกหวีดฝังไว้ตรงหูแก้วเบียร์ เมื่อใดที่ต้องการเบียร์เพิ่มจะเป่านกหวีดเรียกพนักงานเสิร์ฟ น่าเสียดายที่ผับแบบนี้และภาชนะใส่เหล้าแบบนี้ไม่มีอยู่จริง “นกหวีด” ในที่นี้ เป็นแค่การอ้างอิงแบบติดตลกถึงปากหรือคอ รวมถึงความจริงที่ว่าถ้าปากแห้งแล้วจะทําให้ผิวปาก (whistle) ยาก

ส่วนถ้าคุณพยายาม “ลับความอยากอาหาร” นั่นคือการเปรียบเทียบกับการลับอาวุธบนหินลับมีด กริยา “to whet” แปลตรงๆว่า “ลับให้คม” ดังนั้น “whetting your appetite” จึงแปลตรงตัวว่า “ลับความอยากอาหารของคุณให้คม” สํานวนนี้ใช้ครั้งแรกในบทละครของ โธมัส แชดเวลล์ (Thomas Shadwell) เรื่อง The Squire of Alsatia (1688) “ลับความอยากอาหารกันหน่อยดีกว่า เอาไวน์มาสิ เร็วเข้า ฉันอยากได้อะไรมาลับท้องหน่อย” คําแสลงแถวอังกฤษบ้านผมที่ใช้เรียก เครื่องดื่มก่อนอาหารทุกประเภทคือ เครื่องลับ (sharpener) ก็มาจากแนวคิดแบบเดียวกัน

เรื่องราวของยิน (Gin) โทนิก (Tonic)

Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 1

เครื่องดื่มแก้วโปรดของคนอังกฤษชั้นกลางและชั้นสูงอย่างยิน (gin) นั้นมีประวัติศาสตร์ค่อนข้างดํามืดดังที่สื่อผ่านชื่อเล่น “ซากปรักหักพังของแม่” (mother’s ruin) เดิมช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ยินผลิตในฮอลแลนด์ ก่อนจะเป็นที่นิยมในอังกฤษเมื่อกษัตริย์ชาวดัตช์พระองค์ใหม่ วิลเลียมแห่งออเรนจ์ขึ้นครองราชย์ในปี 1689

สมัยนั้นยิน (ชื่อนี้กร่อนมาจากคําในภาษาดัตช์ เยเนฟเวอร์ (ienever) แปลว่า “จูนิเปอร์” หรือลูกไม้ที่ใช้แต่งรสให้เครื่องดื่มชนิดนี้ได้ชื่อว่าเป็นยาฤทธิ์แรงสําหรับรักษาโรคเกี่ยวกับท้อง แต่ไม่นานคนก็ค้นพบว่าการดื่มยินทําให้เมาเร็วกว่าเบียร์ทั้งยังมีราคาถูกกว่า ยิ่งเมื่อรัฐบาลยอมให้ผลิตยินได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตร้านยินหลายพันแห่งที่รู้จักกันในชื่อเชิงเสียดสีว่า พระราชวังยิน (gin palace) เพราะมีสภาพซอมซ่อเหลือรับก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วอังกฤษ

สมัยนี้อาจนึกภาพตอนนั้นไม่ค่อยออก เพราะสมัยนั้นไม่มีการควบคุมการผลิตยินเลยมีการนําน้ำมันสนมาปลอมปน เพราะหาซื้อได้ในราคาถูกกว่าผลจูนิเปอร์ ดังนั้นแทนที่ยินจะช่วยบรรเทาปวดกลับส่งผลร้ายแรงต่อผู้ดื่มมากขึ้นเรื่อยๆ หายนะที่ยินปลอมเหล่านั้นก่อให้เกิดกับสังคมถูกจารึกชั่วนิจนิรันดร์ไว้ในภาพพิมพ์อันโด่งดังของ วิลเลียม โฮการ์ธ (William Hogarth) ชื่อ Gin Lane (1711) เป็นภาพถนนสายหนึ่งในลอนดอนที่เต็มไปด้วยคนเมาแลดูสับสนวุ่นวาย ตรงกลางภาพเป็นผู้หญิง คนหนึ่งทําเด็กทารกที่เธอกําลังให้นมหลุดมือ

ในอีกทางหนึ่งโฮการ์ธจงใจนําเสนอภาพตรงข้ามในภาพพิมพ์ที่มาคู่กันชื่อ Beer Aley ซึ่งเป็นฉากของเหล่านักดื่มผู้ร่าเริงและรักชาติ พอถึงปี 1730 การผลิตยินก็เพิ่มขึ้น 6 เท่าของเบียร์ จนเกิดกังวลกันหนักว่ายินทําให้ศีลธรรมในหมู่ชนชั้นแรงงานของอังกฤษล่มสลาย มีผู้รณรงค์ใช้ภาพของโฮการ์ธเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายภาษีรัดกุมขึ้นพระราชบัญญัติยินปี 1736 พยายามเรียกเก็บ ภาษีสูงๆจากผู้ขายยิน แต่ครั้นราคายินเพิ่มขึ้นก็เกิดการประท้วงตามท้องถนน พระราชบัญญัติยินฉบับที่สองในปี 1751 ประสบความสําเร็จมากกว่าจากการบีบให้โรงกลั่นขายยินให้ผู้ค้าปลีกที่มีใบอนุญาตเท่านั้น และการบังคับให้ร้านขายยินต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าพนักงานปกครองในท้องถิ่น

ไม่นานยินลอนดอนสูตรใหม่ที่ผ่านการควบคุมก็กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของโลกในแง่ที่ว่าลอนดอนดรายยิน (London dry gin) ยังคงเป็นยินชนิดหลักที่มีขายกินในปัจจุบัน และเมื่อจักรวรรดิอังกฤษแผ่แสนยานุภาพไปทั่วโลก ผู้ที่ไปลงหลักปักฐานยังถิ่นอื่นก็นํายินติดตัวไปด้วยเพราะพกพาสะดวกกว่าเบียร์ ถือเป็นรสชาติแบบอังกฤษสําหรับบําบัดอาการคิดถึงบ้าน

ดินแดนเหล่านี้หลายแห่งโดยเฉพาะอินเดียและเอเชียตะวันออกชุกชุมด้วยโรคมาลาเรียที่เป็นแล้วก็อาจเป็นได้ใหม่อีกแถมบ่อยครั้งยังอันตรายถึงชีวิต โรคนี้เกิดจากการโดนยุงกัดอีกทั้งมียารักษาที่ได้ผลเพียงชนิดเดียว ในศตวรรษที่ 16 หมอสอนศาสนาคณะเยซูอิตสังเกตเห็นชาวอินเดียนเผ่าเคชั่วนําเปลือกต้นซิงโคนาเปรหรือต้นควินินที่บดละเอียดไป ผสมกับน้ำรสหวานเพื่อตัดรสขมจัดของเปลือกไม้แล้วดื่มเพื่อรักษาอาการตะคริวและแก้ไข้ตอนต้นศตวรรษที่ 17 พวกเขานําบางส่วนกลับโรมเพื่อสู้กับมาลาเรียที่ระบาดและทําให้พระสันตะปาปากับพระคาร์ดินัลหลายคนเสียชีวิต ปรากฏว่าเปลือกไม้ชนิดนี้ไม่เพียงบรรเทาอาการแต่ยังรักษามาลาเรียได้ด้วย นับแต่นั้นมาใครก็ตามที่ใช้ชีวิตในเขตมาลาเรียระบาดก็ได้รับคําแนะนําอย่างจริงจังให้กินยาควินินทุกวัน

น้ำอินเดียนโทนิก (Indian tonic water) (โทนิกแปลว่า รักษา) เป็นผลจากการคิดค้นเพื่อให้ดื่มยาในย่อหน้าที่แล้วได้ง่ายขึ้น สูตรดั้งเดิมก็แค่ละลายควินินในน้ำโซดา แต่เนื่องจากรสชาติยังขมมาก สมาชิกบริษัทอินเดียตะวันออกในต่างแดนจึงเริ่มผสมยินในน้ำโทนิกซึ่งพวกเขาจะดื่มเป็นซันดาวเนอร์ (Sundowner) หรือเครื่องดื่มตอนตะวันตกดินอันเป็นช่วงเวลาที่เสี่ยงโดนยุงกัดสูงสุด ไม่นานการบริโภคเครื่องดื่มก่อนอาหารชนิดใหม่นี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (ถึงขั้นเอาติดตัวกลับมาอังกฤษด้วย) จนพวกเขาลืมไปว่าเดิมนี่คือเครื่องดื่มที่ใช้เป็นยา

มาร์ตินี่ (Martini) กับประวัติศาสตร์ชวนมึน

Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 1

เครื่องดื่มก่อนอาหารที่ชาวอเมริกันชื่นชอบคือมาร์ตินี (martini) มาร์ตินี้เกิดจากการผสมยินกับเวอร์มูธ และมักตกแต่งด้วยผลมะกอก การมีเวอร์มูธผสมอยู่ด้วยแสดงว่าอย่างน้อยเครื่องดื่มชนิดนี้อาจเริ่มต้นจากเครื่องดื่มที่มีฐานะเป็นยา ดังจะเห็นว่าโฆษณา มาร์ตินีแรกสุด (ปี 1896) เป็นภาพภรรยาให้สามีผู้เหนื่อยล้าดื่มมาร์ตินีเพื่อฟื้นฟูกําลัง ก็เหมาะสมแล้วสําหรับเครื่องดื่มแรงๆเช่นนี้ที่ไม่มีใครจําได้ว่าผู้คิดค้นมันเป็นใครหรือชื่อของมันมาจากไหน

ชาวอเมริกันเล่าว่าเกิดจากพนักงานประจําบาร์ใจดีที่ผสมเครื่องดื่มสร้างความกระปรี้กระเปร่าสูตรแรงพิเศษให้นักเดินทางผู้อ่อนล้าระหว่างทางไปเมืองมาร์ติเนซที่แคลิฟอร์เนีย ส่วนชาวอังกฤษอ้างว่าตั้งชื่อตามปืนไรเฟิลมาร์ตินี-เฮนรี ปืนนี้เป็นอาวุธมาตรฐานของกองทัพอังกฤษช่วงสร้างจักรวรรดิเมื่อทศวรรษ 1880 ขึ้นชื่อ เรื่องลั่นกระสุนได้แรงเหมือนล่อถีบ

ขณะเดียวกันชาวอิตาลีก็ตามรอยชื่อนี้ไปยังบริษัทผลิตเครื่องดื่มชื่อมาร์ตินีแอนด์รอสซีซึ่งขายเวอร์มูธมาร์ตินี รอสโซตั้งแต่ปี 1863 เช่นนี้แล้วเราคงไม่มีทางรู้ความจริงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือทั้งหมดนี้อาจเป็นที่มาของชื่อเครื่องดื่มชนิดนี้ได้ทั้งนั้น อย่างไรก็ตามเรามั่นใจได้ว่ามาร์ตินีสูตรแรกที่มีการตีพิมพ์ปรากฏใน New and Improved IllustratedBartenders Manual (1888) ของแฮร์รีจอห์นสัน (Harry Johnson) และเป็นสูตรแบบอเมริกัน

แทนที่มาร์ตินีจะหมดความนิยมเพราะกฎหมายห้ามจําหน่ายสุรา เครื่องดื่มชนิดนี้กลับยิ่งได้รับความนิยมตามร้านเหล้าผิดกฎหมายทั่วอเมริกา รสแรงๆของเวอร์มูธกลบความดิบของวิธีทํายินที่คนขายเหล้าเถื่อนผสมมันในอ่างอาบน้ำ และเมื่อมีการยกเลิกกฎหมายห้ามจําหน่ายสุราในปี 1933 มาร์ตินีก็กลายเป็นเครื่องดื่มซึ่งนิยมกันในหมู่ผู้เจนโลกเด่นๆ ได้แก่ เอฟ. สกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์, โดโรธี พาร์เกอร์ และคนอีกมากในฮอลลีวูด

ตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา มาร์ตินีมีฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อยๆ สัดส่วนเวอร์มูธลดลงตามกาลเวลา ครั้งหนึ่งเวอร์มูธเคยคิดเป็น 1 ใน 3 ของเครื่องดื่มชนิดนี้ ตอนนี้ใกล้เคียงกับ 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 6 ซึ่งสาวกมาร์ตินีตัวจริงบอกว่าไม่ต่างจากการเอาขวดเวอร์มูธที่ปิดฝาแน่นไปโบกเหนือแก้วยินเย็นจัด แต่หลักสําคัญยังคงอยู่ที่ว่าคุณต้องเป็นคนคอแข็ง หากจะดื่มมากกว่า 1 แก้ว ในช่วงตึงเครียดระหว่างสงครามเย็น เมื่อมีผู้นํามาร์ตินีรสเข้มพิเศษมาเสิร์ฟให้ นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ผู้ดํารงตําแหน่งประธานสภารัฐมนตรีแห่งรัสเซีย ครุสชอฟถึงกับเรียกมันว่าอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของสหรัฐอเมริกา” ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่มันเป็นเครื่องดื่มแก้วโปรดของ เจมส์ บอนด์ แม้ว่าความเป็นบอนด์ทําให้เขาต้องแปลงสูตรตามแบบฉบับของตนเองก็ตาม

มิกกี ฟินน์ (Mickey Finn) คือเครื่องดื่มผสมยา มักใช้เพื่อให้คนดื่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จนคนร้ายก่ออาชญากรรมสําเร็จ เครื่องดื่มตั้งชื่อตามชายผู้เป็นเจ้าของสถานที่ประกอบกิจการสกปรกในชิคาโกอย่างร้านอาหารปาล์มการ์เดนและร้านเหล้าโลนสตาร์ซาลูนซึ่งตั้งอยู่ในย่านวิสกี้โรว์ สถานที่ซึ่งได้ชื่อจากต้นปาล์มโทรมๆในกระถางข้างๆ

แผนกต้อนรับแห่งนี้ถือเป็นดงนักล้วงกระเป๋าและพวกลักเล็กขโมยน้อยซึ่งส่วนใหญ่ฟินน์ฝึกสอนให้ หนึ่งในวิธีที่ฟินน์นิยมใช้คือผสมคลอรัลไฮเดรต (ยาสลบ) ในเครื่องดื่มแล้วจึงลอกคราบเหยื่อผู้สิ้นสติสัมปชัญญะก่อนจะนําไปทิ้งไว้ริมถนนนอกร้าน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไม่นานปาล์มการ์เดนก็ปิดกิจการในปี 1903 แต่ฟินน์กลับรอดคุกและได้งานเป็นพนักงานประจําบาร์อีกครั้ง ซึ่งเขาก็ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้คนร้ายใจคดรายอื่นๆต่อไป ดังนั้นอย่าเผลอวางเครื่องดื่มทิ้งไว้โดยไม่มีคนเฝ้า คุณไม่มีทางรู้ว่าใครจับตามองอยู่บ้าง

บลัดดีแมรี (Bloody Mary): ดื่มให้ราชินีอังกฤษผู้โหดร้าย

Yummy Appetizers เครื่องดื่มก่อนอาหารกับอาหารเรียกน้ำย่อย ตอนที่ 2

นี่คือเครื่องดื่มที่ว่ากันว่ารักษาอาการเมาค้างได้ชะงัด บลัดดีแมรี (Bloody Mary) ทําจากวอดก้า น้ำมะเขือเทศ และเครื่องปรุงรสแรงอีกหลายอย่าง เช่น พริกชี้ฟ้าหรือพริกไทยดํา (black pepper) กับทาบาสโก หรือวูสเตอร์ซอส (Worcestershire sauce) อีกทั้งลือกันว่าตั้งชื่อตามพระนางเจ้าแมรีที่ 1 (1516-1558) ผู้นับถือนิกายคาทอลิกและถูกจดจําในสมญา “แมรีนองเลือด” จากการสั่งล่าผู้ที่หันไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์อย่างไม่ลดละ คนเกือบ 300 คนถูกจับมัดกับเสาเผาทั้งเป็น

คาดว่าสีน้ำมะเขือเทศคงดูคล้ายเลือดของผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตเพราะพระนาง แต่เครื่องดื่มชนิดนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับพระนาง เมื่อค้นพบว่ามีการเรียกวอดก้าผสมน้ำมะเขือเทศว่าบลัดดีแมรีในปารีสตั้งแต่ปี 1921 ผมไม่คิดว่าชาวฝรั่งเศสจะตั้งชื่อเครื่องดื่มค็อกเทลชนิดใหม่ตามชื่อราชินีอังกฤษ อันที่จริงพนักงานประจําบาร์ชาวฝรั่งเศสทั่วๆไปไม่น่าจะรู้จักพระนางด้วยซ้ำ คนในสมัยนั้นที่น่าจะเป็นเจ้าของชื่อแมรีนี้มากกว่าคือดาราภาพยนตร์ แมรี พิกฟอร์ด (Mary Pickford, 1892-1979) เคยมีคนตั้งชื่อล็อกเทลสีแดงอีกชนิดหนึ่งตามชื่อเธอมาแล้ว

นักเขียนคอลัมน์ซุบซิบชาวนิวยอร์ก ลูเซียส บีบี (Lucius Beebe) หนึ่งในคนแรกๆที่กล่าวถึงเครื่องดื่มชนิดนี้และคนจดจํากันได้ในปี 1939 เขาเขียนว่า “เครื่องดื่มสร้างความสดชื่นชนิดใหม่ล่าสุดฝีมือ จอร์จ เจสเซิล (George Jessel) ซึ่งกําลังเป็นที่สนใจของนักข่าวในเมืองนี้ชื่อว่าบลัดดี แมรี เป็นน้ำมะเขือเทศครึ่งหนึ่งวอดก้าอีกครึ่งหนึ่ง” เกือบ 3 ทศวรรษต่อมา ค.ศ. 1964 New Yorker ตีพิมพ์บทความที่แนะว่าเชฟชาวฝรั่งเศสชื่อ แฟร์นองด์ เปอติโอต์ (Fernand Petiot) เป็นผู้คิดค้นค็อกเทลรสร้อนแรงชนิดนี้ นิตยสารฉบับดังกล่าวยกถ้อยคําของเปอติโอต์มาดังนี้

ผมเป็นคนคิดค้นบลัดดีแมรีอย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน เจสเซิลบอกว่าเขาเป็นคนคิด แต่ตอนที่ผมรับช่วงมันมา มันเป็นแค่วอดก้าผสมน้ำมะเขือเทศเท่านั้น ผมเติมเกลือ 4/8 ช้อนชา พริกไทยดํา 218 ช้อนชาพริกชี้ฟ้าป่น 2/8 ช้อนชา และวูสเตอร์ซอส อีกนิดหน่อยลงในก้นกระบอกเชกเกอร์ จากนั้นก็เติมน้ำเลมอนนิดหน่อยกับน้ำแข็งทุบใส่วอดก้า 2 ออนซ์และน้ำมะเขือเทศเข้มข้น 2 ออนซ์ เขย่า กรองแล้วจึงเทใส่แก้ว เราเสิร์ฟบลัดดีแมรีวันละ 100-150 แก้วที่คิงโคลรูม (บาร์ค็อกเทลทันสมัยที่โรงแรมเซนต์เรจิสย่านกลางเมืองแมนฮัตตัน) และในร้านอาหารอื่นๆกับตามห้องจัดเลี้ยงต่างๆ

ข้อมูลอื่นๆก็สนับสนุนเรื่องนี้ นั่นคือบ่งชี้ว่าเปอติโอต์เป็นผู้คิดค้นบลัดดีแมรี และในเมื่อเขาทํางานที่ปารีสตอนปี 1921 บางทีเขาอาจเป็นพนักงานประจําบาร์ผู้ไม่รู้จักพระนางแมรีอย่างที่เราพูดถึงไปแล้วก็เป็นได้

บลัดดีแมรีเหมือนยินตรงที่ถูกโฆษณาให้เป็นเครื่องดื่มมื้อเช้าสําหรับบํารุงสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ ผมนึกถึงเรื่องนี้เมื่อไปชิมอาหารเช้าเพื่อสุขภาพชนิดนี้ 12 แก้วต่อเนื่องที่สนามบินโจฮันเนสเบิร์กระหว่างหรือเปลี่ยนเครื่อง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet